˹���á Forward Magazine

ตอบ

[15+] NuRii3_Review : The Weeknd - After Hours Pt.1
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ [15+] NuRii3_Review : The Weeknd - After Hours Pt.1 
The Weeknd - After Hours



ครั้งนี้เป็นบทวิจารณ์ที่ค่อนข้างยาว ซึ่งรีก็ไม่ได้เขียนรีวิวที่มีความยาวขนาดนี้มานานมากแล้วเช่นกัน ส่วนใหญ่ช่วงหลังๆมักเขียนเป็นรีวิวสั้นๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสในการอ่านที่นานเกินไป รีจึงขอแบ่งรีวิวนี้ออกเป็น2พาร์ท คือครั้งนี้ซึ่งเป็นบทวิจารณ์ภาพรวม กับครั้งต่อไปซึ่งเป็นบทวิจารณ์แบบtrack by trackนะคะ



ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมก่อนจะเข้าตัวบทวิจารณ์ ที่รีจะมีinteractเม้าท์มอยกับผู้อ่านเล็กน้อย เรียนตามตรง ว่าค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันว่าตัวเองจะเขียนถึงผลงานของthe weeknd ถ้าใครตามรีมานาน ก็จะทราบว่า ในสมัยตั้งแต่กาลก่อนนั้น (ช่วงสมัยอีcan?t feel my face) ตัวรีเองก็ไม่ได้ถูกชะตาอะไรกับผลงานของอีเทสเฟย์อยู่ล่ะ แถมเคยปรามาสอยู่บ่อยครั้ง ว่าคงend upเป็นได้แค่เงาอีบรูโน่ หรือดีหน่อยก็เทียบเท่าแค่นั้น (ไม่ก็เหี้ยไปเลยแบบอีจิ้งจกอดัมแอนด์วงแบนด์ชั้นต่ำทำเพลงเป็นแค่มิติเดียวอย่างอีมารูนไฟว์) แม้ว่าในสมัยช่วงอีสตาร์บอยกับตอนฟีทกับอีล้านนา ก็รู้สึกดีมากขึ้น ว่าเออ ก็ไม่ได้งานนางก็ไม่ได้เลวร้ายนัก แต่ส่วนตัวก็ให้เครดิตลุงดาฟท์พังค์มากกว่า แถมยังแอบรู้สึกว่างานลุงดร็อปไปหน่อยหรือเปล่าด้วยซ้ำ

จนกระทั่งอีเทสเฟย์รีรีสตัวEP ซึ่งนางก็โม้โอเวอร์เคลมอะไรของนางไป ซึ่งตอนแรกตัวรีเองก็ไม่ได้เชื่อน้ำหน้าคำโฆษณาของอีนี่มากนัก อีกทั้งด้วยอคติส่วนตัว ก็ทำให้ยังไม่ได้ไปค้นหาฟังงานเก่ากว่านั้น ยังไม่รวมคำวิจารณ์ของEPนั้นเอง ก็โดนนักรีวิวหัวใหญ่ๆสับอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ด้วยความที่ ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่มีอัลบั้มไหนที่ฟังแล้วรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ รวมถึงเมื่อตอนสตาร์บอย อีเทสเฟย์ก็แก้ตัวแล้วว่างานของนางก็อยู่ในระดับฟังได้เรื่อยๆประมาณนึงนะ ตัวรีก็เลยเปิดใจรับEPอัลบั้มนั้นมาพิจารณา

ซึ่งก่อนจะพูดถึงตัวอัลบั้มใหม่ล่าสุดแบบเต็มๆ รีจำเป็นต้องขอท้าวความพูดถึงผลงานเก่าๆของthe weekndก่อน เริ่มจากตัวEP My Dear Melancholyที่ทำให้รีเปิดใจต่องานของอีเทสเฟย์มากขึ้นเสียก่อน ซึ่งตัวEPนี่เองที่ทำให้รีมีมุมมองต่อผลงานของอีเทสเฟย์จากเดิมเปลี่ยนไป

แน่นอนว่าถ้าจะให้วิเคราะห์ถึงคุณภาพของEPนี้จริงๆ ก็ไม่ใช่อัลบั้มในระดับmust listenขนาดนั้น ด้วยทั้งความโมโนโทนของทั้งภาคดนตรีที่แต่ละแทร็คดูกลืนกันเกินไป ยิ่งเมื่อฟังไปนานๆแล้ว แทบจะกลืนกลายเป็นแทร็คเดียวกันไปหมด ทั้งๆที่ได้PDชั้นนำเข้ามามีส่วนร่วมแล้วแท้ๆ (คือมันควรจะได้มากกว่านี้ถ้าดูจากเครดิตของPDที่มาร่วมงาน) อีกทั้งภาคเนื้อหาที่ค่อนข้างแบนเกินไป จนเรียกว่ามีมิติเดียว คือไม่มีอะไรเลยนอกจากเพ้อเพราะโดนชะนีทิ้งเพราะไปทำเรื่องระยำตำบอนเอาไว้ แล้วจุดด้อยที่สุดในEPนี้ คือแต่ละแทร็คมันขาดสีสันและจุดเด่นที่จะช่วยดึงความสนใจจากผู้ฟัง แบบmust repeatแทร็คนี้ซ้ำนะ อะไรแบบนั้นไป กลายเป็นพอฟังจบทั้งอัลบั้ม คือไม่มีแทร็คไหนเด่นขึ้นมาในหัวเลย

แต่กระนั้นMy Dear Melancholyเอง ก็ยังถือเป็นอัลบั้มที่ดีใช้ได้ เมื่อมองด้วยบรรทัดฐานของนักร้องที่เป็นพอพสตาร์แล้วแมสมากๆแบบอีเทสเฟย์ ตัวอัลบั้มมีทิศทางดนตรีที่ชัดเจน เป็นเอกภาพ balanceภาพรวมได้ดี มีการคีพความharmonyและcontinuityในแต่ละแทร็คให้ร้อยเรียงไปในทิศทางเดียวกัน

ซึ่งนั้นก็จุดประกายให้รีได้มีโอกาสไปหาฟังงานเก่าๆของอีเทสเฟย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งTrilogy อัลบั้มนี้ถือเป็นturning pointสำคัญที่ทำให้รีไม่สามารถละสายตาจากผลงานชิ้นต่อๆไปในอนาคตของthe weekndได้อีกแล้ว ตอนที่ค้นเจออัลบั้มนี้ครั้งแรก รีถึงกลับหืมมมเลยว่า อีเทสเฟย์เคยมีงานระดับมาสเตอร์พีซขนาดนี้กับเค้าด้วยเหรอ คือไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอีคนเดียวกับสมัยเมื่อแมสแล้ว กลายเป็นมุมมองและexpectationต่อผลงานอีเทสเฟย์หลังจากนั้นคือเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยจริงๆ คืออย่าไปเทียบกับอีอดัมจิ้งเหลนให้เปลืองน้ำลายเลย อีบรูโน่ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษซาก

แน่นอนว่าเมื่อAfter Hoursปล่อยออกมา ทุกสายตาล้วนแล้วแต่จับจ้องไปที่อัลบั้มนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคอเพลงสากลเอง หรือแม้แต่กูรูนักวิจารญ์ ต่างก็ให้ความคาดหวังในระดับที่สูงมาก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เนื่องจากreputationของอีเทสเฟย์เอง ณ ปัจจุบันก็กลายเป็นอีกหนึ่งcandidateชิงตำแหน่งnext MJไปอีกคนเสียแล้ว แถมนางยังoverclaimสรรพคุณอะไรของนางระหว่างอัดอัลบั้มนี้อีกด้วย คนก็เลยตั้งตารอว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร

พูดถึงreputationของอีเทสเฟย์เสียหน่อย ต้องยอมรับว่า หลังจากอีสตาร์บอยคือยกระดับชื่อเสียงของนางให้มาอยู่ในระดับtop tierของวงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งฐานจากอีพวกผิวสีอีก ซึ่งกะเทยก็รู้ว่าตอนนี้อุตสาหกรรมดนตรีดั้งขอตอนนี้คือโดนพวกไอ้มืด/อีมืดdominateไปหมดแล้ว ท็อปชาร์ตตอนนี้เหลืออีพวกผิวเผือกอยู่ซักกี่ตัวกันเชียว

แล้วยิ่งพอนางlaunchอัลบั้มนี้ออกมาอีก มันเหมือนการตอกย้ำภาพของnext MJคนล่าสุด ที่ประทับองค์ลงบนตัวนางอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ออร่าคือสว่างไสวยิ่งกว่าเด็กเดิน7ก้าวบนดอกบัวเสียอีก แล้วคืออัลบั้มล่าสุดนี่มันไม่ใช่แค่ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีมากๆเฉพาะด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ผลตอบรับด้านcommercialของอัลบั้มนี้เอง ก็เรียกได้ว่าเกินต้านไม่แพ้กัน จะพูดว่าเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากๆอีกอัลบั้มนึงก็ว่าได้ ทั้งๆที่อยู่ในเงื่อนไขกดดัน อย่างภาวะระบาดของโควิด19ด้วย TBHนะ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าอัลบั้มนี้จะได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาดขนาดนี้ เพราะดูจากแนวโน้มแล้วคงไม่ใช่อัลบั้มที่public(โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดหนักอย่างอีกัน)น่าจะเลือกสตรีมในช่วงเวลาแบบนี้กันซักเท่าไหร่นัก

แล้วอีกหนึ่งกระแสที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ กับการถูกเควสชั่นถึงความเป็นมาสเตอร์พีซของอัลบั้มนี้ โดยเฉพาะเมื่อถูกcompareกับอีกหนึ่งอัลบั้มที่ถูกยกให้อยู่ในระดับมาสเตอร์พีซเช่นกันอย่างTrilogy ว่าตกลงแล้วอัลบั้มไหนสมควรถูกยกย่องในฐานะมาสเตอร์พีซของthe weekndมากกว่ากัน ซึ่งรีขอไล่วิเคราะห์ไปทีละประเด็นก็แล้วกัน

เริ่มจากกระแสเปรียบเทียบระหว่างTrilogyกับAfter Hours โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าอัลบั้มไหนดีกว่าหรือโดดเด่นกว่ากัน ซึ่งถ้าถามความเห็นของตัวรีเอง ถ้าให้ตอบแบบสวยๆ ก็คงว่าลางเนื้อชอบลางยาอะนะ เพราะถ้าจะให้วิเคราะห์จากคุณภาพก็ต้องบอกว่าทำได้ในมาตรฐานทัดเทียมกัน

อย่างอันแรกเองที่เป็นการรวมมิกซ์เทปถึง3อัลบั้ม แน่นอนว่ามันมีทั้งความสดและดิบกว่า ให้ฟีลลิ่งที่hypeกว่า มีความcreativityที่ฟุ้งซ่านตามสไตล์ผลงานจากนักร้องอินดี้ที่ยังlow-profileอยู่ อีกทั้งได้รสสัมผัสถึง3in1จากการฟังแค่อัลบั้มเดียว ในขณะที่อัลบั้มล่าสุดแม้จะให้ฟีลลิ่งที่เบาลงกว่า รวมทั้งเสียเรื่องความดิบและความสดใหม่ไป แต่ก็ได้ความแมสและพอพมากขึ้นตามสไตล์ผลงานของพอพสตาร์ อีกทั้งยังได้การนำเสนอที่มีชั้นเชิงและซับซ้อนกว่าเข้ามาทดแทน

ซึ่งถ้าจะให้รีตอบแบบชี้ชัดฟันธงไปเลย แน่นอนว่ารีต้องเลือกAfter Hours เพราะTrilogyนอกจากความรู้สึกที่บั่บ damn this shit is fuckin? dope (เก็ทฟีลแบบhypeเวลาเจองานเจ๋งๆจากนักร้องอินดี้ที่โลว์โปรไฟล์ใช่ป่ะ) นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรที่รีชอบในอัลบั้มนี้อีกเลย ซึ่งเดี๋ยวรีจะอธิบายต่อว่าเพราะอะไร

ส่วนคอมเม้นท์ที่ว่า After Hours reminds me of Trilogy ในประเด็นนี้ ถ้าจากด้วยเหตุผลเพราะว่าAfter Hoursได้แสดงถึงศักยภาพของความเป็นมาสเตอร์พีซอีกครั้งหลังจากครั้งสมัยเมื่อTrilogy ถ้าเพราะแค่นี้รีเห็นด้วยนะ เพราะรีก็เห็นเหมือนกันว่าAfter Hoursคือการดึงจุดเด่นต่างๆและปมที่ยังค้างคาอยู่ทั้งหลายในอัลบั้มก่อนๆ ให้มาจบลงcompleteไว้ที่อัลบั้มนี้ โดยเฉพาะ2อัลบั้มที่คนฟังต้องพูดถึงแน่ๆเมื่อวิพากษ์วิจารณ์อัลบั้มล่าสุดนี้ นั้นก็คือTrilogyกับStarboy

แต่คอมเม้นท์ที่ว่า After Hours reminds me of Trilogy เพราะตัวอีเทสเฟย์กลับมาทำอัลบั้มที่มีโทนดาร์คอีกครั้ง อันนี้บอกตามตรงว่าไม่เก็ตอ่ะ (ไม่อยากจะด่าแรงกว่านี้เดี๋ยวจะยาว) แค่ทัศนะและมุมมอง โดยเฉพาะessenceของอัลบั้มล่าสุดนี้ แค่ความลึกและความซับซ้อนของภาคเนื้อหาคืออยู่คนละระดับกับTrilogyอย่างเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มีเพียงแค่มูดแอนด์โทนที่มีความdarkคล้ายๆกันเท่านั้น โดยเฉพาะชั้นเชิงในการนำเสนอ After Hoursคือกินขาดกว่ามาก มันเป็นทั้งความเศร้าและความdarkที่ผ่านการใคร่ครวญอย่างซ้ำไปซ้ำมาแล้ว

กลับกันTrilogyที่พูดถึงความคิดและไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นอายุ20ต้นๆที่ขัดต่อnormปกติของสังคมแน่นอนว่ามันดูตื่นตาตื่นใจและทำให้คนฟังเหมือนได้เปิดโลกออกจากกรอบทั่วๆไป เป็นความdarkที่เหมือนถูกดึงดูด ได้โลดโผนไปกับสิ่งที่เกินกว่าจินตนาการจะหยั่งถึง ไม่ว่าจะเป็นความโสมมของโลกที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วๆคาวโลกีย์และอบายมุขต่างๆ

แต่กระนั้นในอีกแง่นึง Trilogyก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเน่าเฟะของสังคม และทำให้เราได้ตั้งคำถามต่อสังคมว่า เกิดอะไรขึ้นความคิดและทัศนะของคนที่อายุแค่20ต้นๆ ทำไมถึงได้มีวิถีการดำเนินชีวิตได้ขบถต่อnormของสังคมขนาดนี้ โดยเฉพาะทัศนะที่treatต่อผู้หญิงในฐานะsex object ซึ่งสำหรับรีเองค่อนข้างรับกับประเด็นนี้ไม่ได้มากที่สุด ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นผลงานที่public มันไม่ใช่แค่การบูลลี่หรือthrow shadeกันตลกๆโดยยูสเซอร์anonymousในบอร์ดกะเทย นึกออกป่ะ ดังนั้นความรับผิดชอบในผลที่ตามมันก็ควรที่จะมีมากกว่า มันเลยทำให้รีรู้สึกว่า ในขณะที่มีชะนีและLGBTจำนวนมากออกมาเรียกร้องถึงความความเสมอภาคทางเพศ กลับยังคงมีแนวคิดเหยียดเพศแบบนี้อยู่ แถมแนวคิดเช่นนี้ยังออกมาจากคนรุ่นใหม่ที่มีอายุแค่20ต้นๆอีก

ดังนั้นแม้รีจะมองว่าThilogyเป็นอัลบั้มที่ทำได้ดีมากก็ตาม แต่ในแง่ของการให้คุณค่าทางจิตใจนั้น รีกลับไม่รู้สึกทัชใจใดๆต่ออัลบั้มนี้ได้เลย นอกจากแค่เปลือก ไร้ความซับซ้อนและผ่านขบวนการใคร่ครวญใดๆทั้งสิ้น แน่นอนว่าหลายคนอ่านถึงตรงนี้แล้วอาจไม่เห็นด้วย อาจดีเฟนด์ให้ว่าต้องเป็นเพลงที่จรรโลงสังคมเท่านั้นเหรอ ถึงสมควรจะเป็นเพลงที่ดี ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่ แต่เพลงที่ดีก็ควรผ่านการกลั่นกรอง ใคร่ครวญ แล้วสะท้อนให้ทัศนะและมุมมองของตัวศิลปินด้วยไหม ไม่งั้นก็จะกลายเป็นแค่เพลงเนื้อหาแบนๆอาศัยแต่ความแรงเข้าว่า ไม่ต่างจากบรรดาเพลงเนื้อหาขยะๆไร้แก่นสารอีก80-90%ในวงการ

แล้วอีกอัลบั้มหนึ่งที่ถ้าไม่ถูกถึงก็คงไม่ได้ อย่างEP My Dear Melancholy ที่ตอนlaunchออกมาก็ให้ฟีลสมเป็นอัลบั้มฟังแก้ขัดจริงๆ โดยเฉพาะภาคเนื้อหาที่ทำออกมาได้ค่อนข้างแบนจนโดนนักวิจารณ์เทศนากันยกใหญ่ แต่พอเอามาฟังในฐานะpreludeก่อนAfter Hours ก็ถือว่าช่วยยกระดับEPนั้นขึ้นมาเยอะมาก

จากบรรดาheartbreak songsในMy Dear Melancholyสู่การพยายามที่จะmove onจากความรักที่ผิดหวัง การsincere apologyต่อความผิดพลาดในอดีต รวมทั้งการพยายามstruggleจากinternal conflictในAfter Hours พอได้ฟังแต่ละแทร็คจากทั้ง2อัลบั้มที่มาเรียงต่อกันแล้ว บอกเลยว่าฟีลเหมือนอ่านนิยายดราม่าเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

มาถึงตรงนี้ ก็ต้องขอชมกึ๋นของเทสเฟย์จากใจจริง ไม่คิดไม่ฝันว่าจากพอพสตาร์คนหนึ่งที่รีเคยมองว่าโครตoverratedอีกคนในวงการ จะแสดงศักยภาพให้เราเห็นได้ขนาดนี้ แล้วไม่ใช่ศักยภาพจากนักร้องใต้ดินทำมิกซ์เทปแบบในอดีต ที่คนฟังทั่วไปเข้าถึงได้ยาก แต่เป็นการแสดงศักยภาพในฐานะพอพสตาร์แล้ว ที่ยกระดับงานแมสมาสู่งานเมนสตรีมที่มีคุณภาพ

สุดท้ายคงจะบอกได้ว่า After Hoursได้พิสูจน์แล้วว่าควรค่าแก่การเป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ไม่สมควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ทั้งทัศนะ มุมมอง และตัวตนของอีเทสเฟย์ที่ถูกขัดเกลาอย่างใคร่ครวญและแตกต่างไปจากมิติเดิมๆของthe weekndที่เราเคยรู้จัก ใครที่เคลมตัวเองว่าเป็นคอเพลงสากล แล้วไม่ได้ฟังอัลบั้มนี้ บอกเลยว่าเป็นอะไรที่ปลอมมากๆ

Stay tuned for the next part...



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Very Happy รอพาทสองข่า

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 1
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com