
ถึงตัวอัลบั้มจะขึ้นหิ้งบูชาไปแล้ว เราก็ยังอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกซักครั้ง นี่คืองานชิ้นโบว์แดงของมาดอนน่า ที่ลบคำสบประหม่า และคำครหาให้ทลายไปหมดสิ้น กว่ายี่สิบปีที่เธอเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงการ เราได้เห็นอะไรจากเธอมากมาย และอัลบั้ม Ray of Light ก็เป็นอีกหนึ่งผลงาน ที่เราๆต่างก็ต้องยอมรับในความ ล้ำ ของดนตรี และเนื้อหาที่เจาะลึกเข้าไปถึงแกนสมอง
อัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลจาก Massive Attack อย่างชัดเจน ด้วยความเป็นทริพฮอพ สืบเนื่องมาจากซิงเกิ้ล I Want You ที่เจ๊แกไปร่วมด้วยนั่นแหล่ะ งานนี้จึงบังเกิดไอเดีย ซึ่งก็สานต่อมาจากเมื่อครั้ง Bedtime Stories ที่มีเพลงหลอนๆอย่าง Bedtime Story กรุยทางไว้ก่อนหน้าแล้ว รวมไปถึงการเรียกใช้บีทมาสเตอร์อย่าง Williams Orbrit (หลังจากที่โด่งดังจากอัลบั้มอีเจ๊ ก็โดนเรียกใช้จากศิลปินคนอื่นเป็นว่าเล่น) เป็นมือขวาจึงทำให้ความเป็น อิเลคโทรนิก้า โดดเด่นขึ้นมา เห็นได้ชัดกันในแทร็ค Sky Fits Heaven และ Skin
เปิดอัลบั้มด้วยแทร็ค Drowned World/Subtitule For Love ถือว่าเป็นการแนะนำตัวที่ดี บ่งบอกถึงภาพรวมของอัลบั้มนี้ได้ชัดเจน เธอพูดถึงชื่อเสียง เงินทอง ทุกอย่างว่าเป็นของนอกกาย หาได้จีรังยั่งยืนเหมือนความรักที่แม่มีให้กับลูก ต่างจากซิงเกิ้ล Material Girl ที่เธอบูชาเงินตรามากกว่าความรัก Swim พูดถึงการดิ่งลึกลงไปในจุดที่ต่ำที่สุด โดยใช้มหาสมุทรมาเปรียบถึงคนหนึ่งคนที่พยายามดิ้นรนออกจากความรู้สึกผิด ตัวเพลงใช้กีต้าร์เป็นโครางสร้าง จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Willams Orbirt จัดแจงบีทและอิเลคโทรนิก้าให้เข้าที่เข้าทาง มาถึงซิงเกิ้ลที่สอง Ray Of Light แสดงออกถึงความเป็นร็อคได้อย่างชัดเจน ในมิวสิควีดีโอ ลุคของเธอออกจะละม้ายคล้าย Alanis Morissette ศิลปินลูกหม้อของค่าย Maverick มาดอนน่าตั้งใจจะให้เพลงนี้เป็นลูกผสมระหว่างความเป็นดิสโก้และร็อค โดยใช้เสียงสังเคราะห์เข้าผนวกกัน ผลที่ได้คือความเปรี้ยว ล้ำ จนคว้ารางวัลแกรมมี่ย์สาขา Best Dance Recording มาได้สำเร็จ Candy Perfume Girl ตัวอย่างของความไม่ลงตัวในผลงาน ถึงแม้ว่าเนื้อร้องจะหยั่งลึก แต่ภาคดนตรีที่เน้นกีต้าร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ก่อให้เกิดความรำคาญอย่างช่วยไม่ได้ ความเป็นเทคโนร็อคที่มาดอนน่าพยายามทำให้เก๋เลยไม่เป็นผล Skin ประโยคแรกก็สามารถทำให้คุณประทับใจได้แล้ว "Do I know you from somewhere?" ควงคู่มากับความล้ำของงานดนตรี Nothing Really Matters เด่นตรงเนื้อหาสาระ มาดอนน่ากำลังพูดชีวิตของเธอเมื่อครั้งยังเด็ก ไปจนกลายสภาพมาเป็นป้าในปัจจุบัน Sky Fits Heaven สมบูรณ์ไปทุกรายละเอียดของเพลงและเนื้อหา เฉกเช่นเดียวกับเพลง Skin แต่เพลงนี้ติดหูกว่า ขอมอบคำชมให้กับโปรดิวเซอร์ที่ช่วยกันใส่รายละเอียดให้ในเพลงนี้ Shanti/Ashtangi ได้แรงบัลดาลใจมาจากเพลงประกอบ Yoga Taravali อีกหนึ่งสาขาของโยคะ ที่ในช่วงนั้นเจ๊กำลังเห่อโยคะ เพลงนี้จึงออกแนวภารจะ ฟังๆไปก็นึกถึงเพลง Working in the Coal Mine ของ Devo อยู่เหมือนกัน มาดอนน่าโชว์ความเป็นดาวน์เทมโพได้เยี่ยมยอด Frozen ซิงเกิ้ลแรก เย็นยะเยือกสมชื่อเพลง มาดอนน่าใส่กึ๋นลงไปเต็มที่แบบไม่ปิดบัง คุณจะตกอยู่ในมนต์สะกดของเครื่องสายและส่วนผสมของจิตวิญญาณ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง จึงไม่แปลกที่เพลงนี้จะฮิต The Power Of Good-Bye บัลลาดสวยๆ ที่เร่งจังหวะขึ้นจาก Frozen สอดแทรกด้วยประโยคเด็ด
"Freedom comes when you learn to let go Creation comes when you learn to say no" อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของความเป็นทริพฮอพ ที่ได้รับอินธิพลมาจาก Massive Attack อย่างไม่ต้องสงสัย รวมไปถึง To Have And Not To Hold เพลงถัดมาที่อารมณ์ยังคงต่อเนื่อง สมควรจะเป็นหนึ่งในแทร็คที่โดนหยิบยกขึ้นมาเชิดชู Little Star เพลงน่ารักๆที่มาดอนน่าแต่งให้กับลูกสาวของเธอ มาดอนน่าใช้คำได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะประโยค "God gave a present to me" นั่นแหล่ะที่ทำเราน้ำตาซึม และแน่นอนเพลงนี้โปรดิวซ์โดย Orbrit คนเดิม Mer Girl เพลงปิดอัลบั้ม ดนตรีอาจจะไม่ล้ำเท่าเพลงอื่น แต่เธอเล่นกันด้วยเนื้อหา เหมือนเธอกำลังเล่านิทาน พูดตรงๆว่า เพลงนี้ถ้าไม่ได้ใส่ใจจะฟังเนื้อเพลง ก็อาจพาลหลับเอาได้ เพราะสามแทร็คก่อนหน้าก็ปูเสื่อพร้อมหมอนเอาไว้แล้ว
ข้อเสียของอัลบั้มนี้ก็เห็นได้ชัด มันไม่ได้ฟังกันได้ทุกคน ยิ่งคนที่ไม่ได้ฟังเพลงของมาดอนน่าอยู่แล้วก็คงต้องเมิน เพราะเพลงมันไม่ได้ตลาด หลายเพลงถ้าคนฟังสักเอาแค่ฟังเพลงสนุกๆก็อาจจะกดข้ามไป แล้วนำเก็บเอาโกดัง ออกซิงเกิ้ลใหม่เมื่อไหร่ค่อนค้นมาฟังอีกที และคงต้องยอมรับว่า หากไม่มีนักวิจารณ์ออกมาแนะนำ อัลบั้มนี้คงไม่เกิด
พูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่า เราเองก็ต้องปีนบรรไดฟังอยู่เหมือนกัน กว่าจะเข้าใจ อยากจะให้เป็นอัลบั้มเดียวที่เธอทำเพลงแบบนี้ เพราะถ้าเกิดอุตริทำขึ้นมาในช่วงที่ Hip Hop กำลังบูมล่ะก็ หึหึ ไม่อยากจะคิด เอาเป็นว่าอัลบั้มใหม่ Hard Candy ที่ได้ Timbaland มากุมบังเหียนให้ คงไม่มีเพลงทุเรศทุรังแบบ American Life ที่เจ้าป้าลงทุนแร็พเองละกัน
_________________

