Art Of Divas
#Musicology
Artist : Madonna
Album : Like A Prayer
Genre : Pop,Rock,Soul,Gospel
นับตั้งแต่วันที่21 มีนาคม ค.ศ.1989ที่ "Like A Prayer" สตูดิโออัลบั้มชุดที่สี่ของมาดอนน่าได้ปรากฏต่อสาธารณะพร้อมทั้งนำพามาซึ่งปรากฏการณ์มากมายที่พัดพาโลกดนตรีพ็อพทั้งใบเสียกระเจิดกระเจิงไม่เพียงแค่ในฐานะหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลของมาดอนน่าแต่ผลงานชุดนี้คืออัลบั้มที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์อันทรงอิทธิพลที่สุดของดนตรีพ็อพแห่งทศวรรษ80sตั้งแต่วันนั้นจวบจนวินาทีนี้ที่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึง28ปีเต็ม
เทียบกับทุกผลงานที่มาดอนน่ารังสรรค์ในยุค80sแน่นอนว่าอัลบั้มชุดนี้คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเจ๊แม่ในช่วงเวลานั้น อาจจะดูไม่ค่อยแฟร์กับผลงานดีๆอย่างอัลบั้มTrue BlueและLike A Virginที่มีภาพของความเป็นพ็อพไอค่อนแห่งทศวรรษฝังลึกอยู่ในตัวผลงานอย่างค่อนข้างสูงในทุกกระเบียดเพราะเป็นธรรมชาติของคนเรายามที่มีการเจริญเติบโตทางวุฒิภาวะมากขึ้นก็ย่อมพัฒนาขึ้นซึ่งคำว่า "พัฒนาการ" แบบก้าวกระโดดชนิดโตขึ้นผิดหูผิดตาในความเห็นส่วนตัวของผมมันคือสิ่งที่ทำให้อัลบั้มชุด Like A Prayer ดูมีเสน่ห์
ความเข้มข้นที่เกิดจากการสลัดภาพความหวานของขวัญใจแห่งโลกดนตรีพ็อพในวันวานของเจ๊สู่การถ่ายทอดตัวตน,ประสบการณ์,วิสัยทัศน์ทางดนตรีตลอดจนจิตวิญญาณของผู้ที่กำลังจะก้าวผ่านภาพของขวัญใจอเมริกันชนสู่การเติบโตในฐานะศิลปินขั้นแรกของตัวมาดอนน่าทำให้ผลงานชุด Like A Prayer เปรียบเสมือนจุดกำเนิดใหม่บนเส้นทางสายดนตรีของมหาราชินีเพลงพ็อพท่านนี้ที่มาพร้อมกับความทรงพลัง,อิสรภาพของภาคดนตรีตลอดจนภาพลักษณ์ของมาดอนน่าที่กระเถิบขึ้นจากเดิมสูงลิบ เช่นเดียวกันกับศิลปะในการนำเสนอดนตรีที่เห็นได้ชัดว่าโตขึ้นไปอีกหลายระดับไม่ว่าจะเป็นการผนวกเอาซาวนด์ของร็อค,ฟั้งค์,โซลและกอสเพลเข้ามาปรุงแต่งความเป็น "พ็อพ" ที่เนื้องานมีหีบห่อขึ้นหลายระดับ
จากการหวนรำลึกสู่พื้นฐานทางดนตรีในวันเยาว์ที่เคยผูกพันกับดนตรีกอสเพลในโบสถ์ ในวันนั้นมาดอนน่านำเสนอมันลงสู่ "Like A Prayer" ซึ่งเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังที่สุดตลอดกาลในชีวิตการทำงานของเธอและถึงแม้ว่าประเด็นที่เธอถูกคริสตจักรโจมตีอย่างรุนแรงจนถึงขั้นถูกเป๊ปซี่ถอดสัญญาจากการเป็นพรีเซนเตอร์เนื่องด้วยมิวสิควิดีโอสุดอื้อฉาวนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของมาดอนน่าดูติดลบในสายตาของสาธารณชนแต่ทุกวันนี้บทเพลงๆนี้ก็ได้พิสูจน์คุณค่าในตัวของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกสองแทร็คที่ส่วนตัวโปรดปรานมากๆเห็นทีจะไม่พ้น "Cherish" งานพ็อพสะอาดๆเมโลดี้สุดไพเราะติดหูตั้งแต่วินาทีแรกที่ฟังหากแต่น่าเสียดายที่เป็นเพลงดีๆของมาดอนน่าที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเสียเท่าไร อีกเพลงแน่นอนว่าจะต้องเป็นSignature Songอย่าง "Express Yourself" ที่แสดงถึงทัศนคติของความเป็นสตรีนักปฏิวัติของมาดอนน่าและสัญลักษณ์ทางเพศอย่างที่เธอไม่เคยเลี่ยงได้ในตัว แค่บีทที่ให้อารมณ์เรโทรแบบดิสโก้ยุค70sของเพลงนี้ก็คว้าตำแหน่งหนึ่งในบทเพลงขวัญใจชาวเกย์ไปกินได้ทั้งชาติแล้วกระมัง
ยังมีอีกหลายๆเพลงของมาดอนน่าในอัลบั้มนี้ที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดและปมชีวิตในหลายๆด้านของตัวมาดอนน่าเองไม่ว่าจะเป็นงานกอสเพลบัลลาดใน "Oh Father" ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผู้เป็นพ่อ,"Promise To Try" พ็อพบัลลาดเมโลดี้สวยๆที่ตั้งใจร้อยเรียงและอุทิศแด่ "คุณแม่" ผู้ล่วงลับของเธอ (ซึ่งเป็นคนที่สอนให้มาดอนน่ารู้จักการสวดภาวนา) บทเพลงซินธิ์พ็อพเมโลดี้สนุกๆราวกับกำลังลอยละล่องอยู่ในโลกของเกมส์แฟมิค่อมใน "Til Death Do Us Part" ซึ่งเนื้อหาเสียดสีถึงชีวิตสมรสที่ล้มเหลวของเธอกับฌอน เพนน์อดีตสามีรวมถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการทารุณกรรมทางใจและการที่มาดอนน่าถูกทำร้ายร่างกายโดยอดีตสามีท่านนี้ ตลอดจน "Keep It Together" ที่ได้อิทธิพลมาจากดนตรีสไตล์ฟั้งค์,โซลและอาร์แอนด์บีช่วงยุค70sที่เนื้อหากล่าวให้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว
สุดท้ายนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมรำลึกครบรอบ28ปีของอัลบั้ม Like A Prayer ในคอลัมน์นี้รวมถึงได้ย้อนกลับไปเก็บเกี่ยวบรรยากาศเก่าๆจากผลงานชุดโปรดในอดีตซึ่งทำให้ส่วนตัวผมไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ได้รับจากราชินีเพลงพ็อพท่านนี้ผู้สร้างศิลปะอันยิ่งใหญ่ประดับประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพมากมาย
☀☀☀☀☀ (⭐⭐A⭐⭐)





ก ด ว้ า ว อ ย า ก ร้ า ว ห ร อ จ้ า
