ในช่วงกลางปีนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ศิลปินน้อยใหญ่พากันเดินขบวนพาเหรดเข็นอัลบั้มมาให้ฟังกันมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะฝั่งเดธเมทัลที่ถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นพอสมควร สำหรับการกลับมาของวงรุ่นใหญ่อย่าง Autopsy และ Morbid Angel แต่ ณ วันนี้ ผมใคร่ขอบรรยายถึงอีกหนึ่งศิลปินผู้ขยันออกงานอยู่เรื่อยๆในระยะเวลาสองสามปีนี้อย่างพี่เหม่งเดวิน ทาวน์เซนด์ โดยปีนี้แกจะออกสอง (หรือสาม) อัลบั้มรวดภายในปีเดียวซึ่งแน่นอนว่าคือ Deconstruction และ Ghost ซึ่งแกได้บอกคร่าวๆไว้นานแล้วว่างานแรกจะเป็นอะไรที่หนักหน่วงมาก ในขณะที่งานหลังจะเป็นงานที่เบามาก (เพราะเป็นแอมเบียนท์) แต่อันหลังนี่มีแววว่าจะต่อยอดไปออกอีกเป็น Ghost 2 ตอนราวๆปลายปีด้วย เรียกว่าแกขยันทำงานมากจริงๆ แถมต่อไปแกยังจะมีอัลบั้มที่คาดว่าจะเล่นเป็นบลูส์ร็อคสไตล์ Lynyrd Skynyrd อีกต่างหาก โดยใช้ชื่อว่า Epicloud (ขอบคุณคุณวิสที่เอื้อเฟื้อข่าวคราวมา ณ ที่นี้) และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอเริ่มจาก Deconstruction ณ บัดนี้ครับ
1. Praise the Lowered
2. Stand
3. Juular
4. Planet of the Apes
5. Sumeria
6. The Mighty Masturbator
7. Pandemic
8. Deconstruction
9. Poltergeist
ตอนที่ผมได้ฟังงานชุดนี้ในรอบแรกๆ (ตามธรรมเนียมที่อัลบั้มนี้หลุดออกมาก่อนกำหนดเป็นเดือนเลย) ผมรู้สึกว่ามันอาจจะไม่หนักอย่างที่เจ้าตัวบอกไว้ ซึ่งในขณะนั้นผมฟังแค่ Praise the Lowered แค่เพลงเดียว ซึ่งก็เป็นเพียงท่อนแรกๆเท่านั้นเอง แต่พอขึ้นท่อนที่หนักๆหน่อยไล่เพลงไปเรื่อยๆจนจบก็รู้สึกว่ามัน “สุดโต่ง” อย่างที่พี่เหม่งแกบอกไว้ ซึ่งชุดนี้ถือว่าแกลงทุนอย่างสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญเพื่อนร่วมวงการมาร้องมากมายเหลือเกิน จนน่าจะเป็นการรวมดาราของสาขาเมทัลไว้แบบกลายๆไปแล้ว โดยนักร้องที่มาร่วมด้วยก็มีอาทิเช่น พี่ทอมมี่แห่ง Between the Buried & Me ไมเคล จอมทัพแห่ง Opeth และท่าน Ihsahn อดีต Emperor เป็นต้น รวมถึงการเล่นกับออร์เคสตร้าและไควร์อีกหลายสิบชีวิต โดยถึงกับถ่อไปอัดเสียงกันที่กรุงปราก (เมืองหลวงของสาธารณรัฐเชค) เลยทีเดียว ส่วนมือกลองหลักของอัลบั้มนี้มีสองคนคือ ไรอัน ฟาน โพเดอโรเยน มือกลองจากชุดก่อน (Addicted) และ เดิร์ค เวอร์บูเรน แห่ง Soilwork โดยในชุดนี้รายหลังจะได้เล่นมากเพลงกว่ารายแรกหน่อย ส่วนเรื่องการมิกซ์นั้นก็เป็นหน้าที่ของมือทองของวงการเมทัลอย่างเยนส์ บอร์เกรน ส่วนกีต้าร์ เบส และคีย์บอร์ดนั้นเป็นพี่เหม่งคนเดียวที่เหมาหมดเลย ซึ่งก็คงต้องขอซูฮกในฝีมือกันละ
งานชุดนี้ไม่เหมือนกับสองชุดก่อนตรงที่เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มนี่แล และคอนเซ็ปต์ที่พี่เหม่งคิดมานั้นก็ป่วงได้โล่ห์จริงๆครับ เริ่มจากชายคนหนึ่งได้เดินทางไปนรกเพื่อพบกับปิศาจ และปิศาจตนนั้นก็สัญญากับเขาว่าจะเปิดความลับแห่งจักรวาลรวมถึงจะให้ชีสเบอร์เกอร์เป็นของขวัญด้วย แต่ด้วยความที่ชายคนนั้นเป็นมังสวิรัติ จึงไม่สามารถทานชีสเบอร์เกอร์ได้ จึงยิ่งทำให้การเดินทางของเขานั้นดูไร้จุดหมายไปโดยปริยาย ซึ่งแม้ตัวดนตรีจะบ้าคลั่งสักเพียงใด แต่เนื้อหาจริงๆนั้นถือว่าแฝงไปด้วยอารมณ์ขันอยู่เนืองๆ
ภาคดนตรีในอัลบั้มนี้มันไม่ธรรมดาแล้ว มัน “บ้าที่สุด” ในทุกๆด้านโดยแท้จริง และยังจะบ้าคลั่งแบบอลังการมากอีกด้วย เรื่องความซับซ้อนนั้นคงไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะว่าซับซ้อน “เกินไป” จริงๆ (ในบางเพลง) สมแล้วที่พี่เหม่งบอกว่า “Extreme” ภาคกีต้าร์นั้นก็ถือว่าเป็นจุดขายของพี่เหม่งแกอยู่แล้ว โดยแกจะเล่นได้หลากหลายอารมณ์มาก รวมถึงริฟฟ์แตกๆที่ได้อิทธิพลอินดัสเตรียลมานิดหน่อยด้วย แถมท่อนลีดของแกยังละเอียดยิบมาก ส่วนเบสเอามาเดินตามคอร์ดเพลงไป ทางด้านคีย์บอร์ดเราอาจจะได้ยินน้อยหน่อย เพราะสุ้มเสียงส่วนใหญ่จะเทไปทางออร์เคสตร้ากับกำเพียงเสียงของกีต้าร์เสียมาก แต่ในไตเติลแทร็คของอัลบั้มนั้นก็มีผู้มาแรงแซงโค้งด้วยท่อนลีดกีต้าร์ที่ซับซ้อนและเปี่ยมเทคนิค เขาก็คือเฟรดริก ธอร์เดนทัลแห่ง Meshuggah นั่นเอง และเพลงนี้ก็ถูกออกแบบมาให้เขาได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ด้วย ส่วนกลองนั้นทั้งไรอันและเดิร์คนั้นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดี แต่เดิร์คแลจะได้โชว์ฝีมือมากกว่าเพราะไตเติลแทร็คอีกนั่นแล รวมถึง Juular กับ Pandemic หรือท่อนไหนก็ตามที่มีบลาสต์บีทนั้นจะเป็นของรายหลังแน่นอน ส่วนไรอันก็จะเล่นในไลน์โปรเกรสสีฟที่ช้าลงมาหน่อยอย่าง Planet of the Apes หรือ Praise the Lowered ที่ขึ้นมาด้วยสไตล์คล้ายๆกับบางเพลงในอัลบั้ม Ki ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นได้สุ้มเสียงที่หนักแน่นและกลมเกลียวกันดี (คาดว่าจะใช้กลองชุดเดียวกันทั้งคู่)
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ไม่แพ้ภาคริทึ่มเซคชั่นเลยก็คือภาคของออร์เคสตร้าที่คอยเติมเต็มในทุกๆท่อนของทุกๆเพลง รวมถึงไควร์สิบกว่าคนที่มาร่วมร้องประสานกับพี่เหม่งด้วย ซึ่งโดยเฉพาะไควร์นั้นก็ถือว่าโดดเด่นมาก เพราะจะมีบางช่วงที่มีบทเด่นด้วย งานนี้เรียกว่าพี่เหม่งแกใช้งานกันคุ้มเลยละ ส่วนแขกรับเชิญแต่ละคนนั้นก็จะเด่นน้อยเด่นมากก็อยู่ที่การลงเสียง อย่างท่านไมเคล ณ Opeth ที่โผล่มาสำรอกประสานร่วมกับพี่เหม่งตั้งแต่ช่วงกลางเพลงของ Stand ซึ่งทำให้การประสานเสียนนั้นมีความดุดันยิ่งขึ้น แล้วพอเสียงสำรอกของท่านผู้นี้ไปรวมกับไควร์และเสียงหลักของพี่เหม่งก็ทำให้เกิดท่อนพีคที่แสนอลังการ เจ๊ฟลอร์ แจนเซนก็มีมาร่วมงานด้วยโดยเธอได้มาลงเสียงสูงระดับโซพราโนไว้ให้ในเพลง Pandemic ซึ่งเสียงของเธอก็เข้ากับไควร์ได้ดีเลยทีเดียว ส่วนพี่เหม่งเองนั้นก็ถือว่าให้รายละเอียดกับเรื่องเสียงร้องมากถึงมากที่สุด อารมณ์ที่หลากหลาย รวมถึงการร้องแผดที่สร้างเมโลดี้ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ที่เด่นจริงๆคือการร้องหลบสูงจนฟังเหมือนกับผู้หญิงร้องเสียงโซพราโนได้แล้วสามารถกลับมาในระดับเสียงปกติได้โดยไม่มีการเพี้ยนแต่อย่างใด เรียกว่าแกมีความสามารถมากจริงๆ จะว่าไปแล้ว เสียงร้องของพี่เหม่งคนนี้ก็ได้อิทธิพลมาจากดนตรีคลาสสิกอยู่พอควรทีเดียว โดยแกสามารถโหนเสียงได้ในระดับเทเนอร์อีกด้วย
เพลงทั้งเก้าในอัลบั้มนี้ถือว่ามีความโดดเด่นอันเป็นเฉพาะตัวจนสามารถฟังได้อย่างต่อเนื่องหรือจะฟังแยกเพลงก็ยังได้ แต่ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างไว้สักนิดหน่อยก่อนละกัน โดยเริ่มจาก Planet of the Apes อันเป็นเพลงที่พี่ทอมมี่ ณ BTBAM มาร้องด้วยนั่นเอง ซึ่งเพลงนี้ก็มีจุดเด่นตรงการที่ออร์เคสตร้าประสานงานกับท่อนริฟฟ์กีต้าร์ได้อย่างกลมกลืน เรียกว่าเป็นการส่งเสริมกันและกันเลยก็ว่าได้ รวมถึงการสอดประสานของเสียงร้องที่โดดเด่น และยังมีท่อนคำรามประสานที่มีพี่ทอมมี่มาร่วมด้วย ซึ่งก็แปลกหูแต่ดุดันดี และช่วงที่พี่ทอมมี่โชว์เดี่ยวก็ยังคำรามได้ดุดันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน และเพลงนี้อาจะเป็นเพลงหนึ่งที่ได้ยินเสียงคีย์บอร์ดชัดเจนหน่อย เพราะพี่เหม่งมีการแทรกทำนองมาเป็นช่วงๆ เพลงถัดมาผมขอเลือก Pandemic ซึ่งแลจะหักมุมกับเสียงร้องของเจ๊ฟลอร์ไปสักนิด (แต่กับพี่เหม่งคงไม่) เพราะเพลงนี้เล่นบลาสต์กันแทบทั้งเพลง จนน่าจะเรียกว่าได้อิทธิพลจากเดธหรือแบล็คเมทัลมากลายๆแล้วก็เป็นได้ และจะว่าไปแล้ว เพลงนี้อาจจะเป็นเพลงที่เดิร์คจะได้โชว์ฝีมือการรัวกระเดื่องอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน และอีกถึงเพลงซึ่งอดที่จะบรรยายไม่ได้ก็คือไตเติลแทร็คของอัลบั้มนี้นี่เอง เพลงนี้คือการโชว์ศักยภาพของภาคริทึ่มโดยแท้จริง รวมถึงภาคลีดของเฟรดิกที่ค่อยร่วมประสานด้วยเช่นกัน และเพลงนี้ก็มีจอมอสูร Oderus Urungus แห่ง Gwar มาร่วมแจมด้วย ซึ่งอาจจะไม่โดดเด่นเท่าไลน์กีต้าร์ของเฟรดริกเท่าใดนัก ซึ่งจุดเด่นของเพลงนี้ก็คือสัดส่วนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเพลงและก็แน่นอน เสียงร้องของพี่เหม่งในช่วงพีคนั่นเอง ที่ว่าแกโหนเสียงได้สูงมากพอๆกับพวกเพาเวอร์เมทัล แล้วยังใช้เสียงหลบได้ด้วย แล้วกลับมาโหนเสียงต่อโดยที่ไม่มีเพี้ยนเลย และแน่นอนออร์เคสตร้าเองก็ต้องพยายามตามสัดส่วนเพลงนี้ให้ทันด้วยเช่นกัน
งานชุดนี้เป็นถือว่าเป็นงานที่ “สมบูรณ์แบบ” มากจนบางครั้งมันก็มากจนเกินไป เนื่องจากพี่เหม่งแกเล่นใส่รายละเอียดแบบที่ยิบสุดๆ รวมถึงเนื้อหาที่ป่วงสุดๆตามแบบฉบับของแกเองด้วย จนตอนนี้ผมอยากจะเรียกงานชุดนี้ว่า “ฟรีคเมทัล” จริงๆ แต่ต้องชมพี่เหม่งจริงๆครับที่ทุ่มเทเพื่อผลงานขนาดนี้
(27 พ.ค. 54)
ผมเพิ่งทราบจริงๆว่าพี่เหม่งเดวินได้ปล่อยเพลงตัวอย่างจากทั้งสองอัลบั้มมาโปรโมตได้สักพักแล้ว เมื่อวานจึงได้โหลดเพลงมาทดลองฟังก่อนที่ Ghost จะหลุดมาแบบเต็มอัลบั้มเมื่อคืนนี้เอง (ขอบคุณ Anubis ที่รายงานข่าวคราว) โดยเพลงตัวอย่างที่พี่เหม่งปล่อยออกมานั้นจะเป็น Juular จาก Deconstruction และ Feather จาก Ghost นี้เอง แถมล่าสุดมานี้แกยังจะปล่อย Drench มาชิมลางกันอีก สำหรับ Ghost 2 ซึ่งจะออกภายในปลายปีนี้ แต่ตอนนี้เรามาดู “เนื้อใน” ของ Ghost กันเลยครับว่าเป็นอย่างไร โดยแทร็คลิสต์ของชุดนี้จะประกอบไปด้วย...
1. Fly
2. Heart Baby
3. Feather
4. Kawaii
5. Ghost
6. Blackberry
7. Monsoon
8. Dark Matters
9. Texada
10. Seams
11. Infinite Ocean
12. As You Were
งานดนตรีในชุดนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งด้านของพี่เหม่งเห็นจะได้ แถมเจ้าตัวเองก็ยังบอกว่างานชุดนี้ก็เป็นงานที่ “น่ารัก” ที่สุดเท่าที่ได้ทำมาก็ว่าได้ ซึ่งชุดนี้แกก็ทำให้เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้บอกเล่า รวมถึงวาดจินตภาพให้เราเหล่าผู้ฟังได้เห็นทิวทัศน์ของธรรมชาติ (เสมือน) จริง โดยคราวนี้แกก็ได้เปลี่ยนทีมใหม่แบบยกยวง (อีกแล้ว) โดยคราวนี้จะได้เดฟ ยัง มือคีย์บอร์ดที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัย Strapping Young Lad ซึ่งน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่เหม่งได้พอสมควร และไมค์ เซนต์ฌอง มาร่วมตีกลอง และถึงเคต เอปเปิ้ล อดีตสมาชิกวงนิวเอจระดับรางวัลแกรมมี่ที่มาร่วมบรรเลงฟลุตด้วย โดยทีมงานของอัลบั้มนี้น่าจะเรียกว่าน้อยชิ้นที่สุดในบรรดาสี่อัลบั้มที่ทำมาในนาม DTP นี้ และอัลบั้มที่ลุงทุนที่สุดก็คือ Deconstruction อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพี่แกเล่นออร์เคสตร้าไปซะครึ่งร้อย รวมถึงแขกรับเชิญระดับหัวกะทิของแนวนี้อีกราวๆสิบ คงต้องเรียกว่าอลังการจนได้โล่ห์เลยละ
Soundscapes ที่พี่เหม่งสร้างขึ้นมาถือว่ามีบทเด่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็ทำให้นึกถึงงานก่อนๆอย่าง Devlab หรืออีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นแอมเบียนท์จัดอย่าง The Hummer ก็เป็นได้ (ด้วยอิทธิพลโดรน) แต่สุ้มเสียงจะให้ความสว่างไสวกว่ามาก รวมถึงยังมีจังหวะจะโคนมากกว่าอีกด้วย โดยจังหวะนั้นก็จะเป็นทำนองช้าๆไปจนถึงสวิงในระดับปานกลาง แต่กีต้าร์ก็ถือว่ามีบทบาทงามๆอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะภาคลีดและภาคอะคูสติกที่พี่เหม่งแกบรรเลงออกมาได้อย่างไพเราะ และยังเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนเช่นเคย ซึ่งก็รวมถึงแบนโจด้วยเช่นกัน โดยเครื่องหลังนี้จะมีบทเด่นๆหน่อยในเพลง Blackberry ที่น่าจะโดดกว่าใครเพื่อนในอัลบั้ม แต่สิ่งที่ทำให้งานชุดนี้มีความแตกต่างจากงานอื่นๆที่แกทำมาก็คือเมโลดี้ของฟลุตโดยเคต ซึ่งสุ้มเสียงที่เธอเป่าออกมานั้นพลิ้มไหวอย่างน่าอัศจรรย์ และเมโลดี้ก็ยังคิดหูง่ายอีกด้วย
ส่วนภาคริทึ่มเซคชั่นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็ถือว่าลงตัวดี โดยเบสที่เป็นพระรองอยู่ใน Deconstruction จะมาโดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิมก็ชุดนี้ และอาจจะโดดเด่นกว่าเดิมในงานภาคต่อของชุดนี้ด้วย เพราะเบสนั้นเริ่มจะได้บินเสียงที่หนานุ่มและชัดเจนกว่าเดิม ซึ่งจะคอยเสริมให้ภาคดนตรีดูมีมิติมากขึ้น ส่วนกลองนั้นก็ไม่เน้นอะไรหวือหวามากนัก แค่ใส่ฟิลอินเข้าไปอย่างเรียบง่าย ด้วยสุ้มเสียงที่ดู “สด” แบบที่ดูริส แม็กซ์เวลเคยทำไว้ใน Ki (แต่ของรายหลังแลจะหวือหวากว่า และชุดนี้พี่เหม่งต้องการจะให้เป็นแอมเบียนท์ด้วย) และเขาก็เล่นได้สุ้มเสียงที่ไพเราะเสียด้วย ส่วนเสียงร้องของพี่เหม่งนั้นก็ไม่ได้บ้าพลังมากเท่ากับชุดก่อน แต่แกก็ยังใสรายละเอียดที่เป็น Texture ลงไปมากเหมือนเคย รวมถึงเสียงประสานอันเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย
งานชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ฟังอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าตามจริงแล้วก็สามารถฟังแยกได้เช่นเดียวกับ Deconstruction แต่ถ้าให้แนะนำ ผมขอแนะนำแบบแรกจะเหมาะกว่า เพราะเพลงในชุดนี้ถือเป็นงานที่สงบนิ่งมาก แต่ก็ยังเพลงที่โดดเด่นอยู่พอสมควร อย่าง Blackberry ที่ได้อิทธิพลจากบลูกราสมาอย่างเต็มเปี่ยม เพียงแต่เสริมด้วย Soundscapes พลิ้วๆและการร้องสอดประสานที่โดดเด่นสไตล์พี่เหม่งลงไป และก็เพลงโปรโมตที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม Feather ที่ช่วงครึ่งแรกนั้นจะเป็นไลน์อะคูสติกหวานๆ และครึ่งหลังค่อยใส่ไลน์แอมเบียนท์ชวนพริ้มลงไป ทางด้าน Texada นั้นก็จะเป็นเพลงที่มีความโดดเด่นด้านอิเลกโทรนิกขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งแกทำออกมาได้ใกล้เคียงกับช่วงท้ายเพลง Ki อยู่พอสมควร แต่อาจจะดูพีคกว่าอยู่นิดหน่อยสำหรับภาคดนตรี
ในขณะที่ Deconstruction ก็แสดงให้เห็นถึงความบ้าคลั่งอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เหม่ง Ghost นี้กลับแสดงให้เห็นว่าแกเองก็สามารทำงานที่นุ่มนวลและลุ่มลึกได้ด้วยเช่นกัน งานชุดนี้ผมขอเรียกว่าเป็น “เซ็น” ของพี่เหม่งเดวินก็น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว แต่เส้นทางของ Devin Townsend Project ยังไม่จบเท่านี้ โปรดติดตามตอนต่อไปในปลายปีนี้กับภาคที่สองของ Ghost
เพลงตัวอย่าง:
Deconstruction
Feather









