˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
นาฬิกาวันสิ้นโลก
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ นาฬิกาวันสิ้นโลก 
ผมลองไล่อ่านกระทู้หลังๆ ดู เห็นมีกระทู้แนวนี้ค่อนข้างเยอะ คิดว่าคงชอบกัน ผมเลยเอามาแบ่งปันให้อ่านกันนะครับ

นาฬิกาวันสิ้นโลก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า doomsday clock นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เป็นระเบิดเวลาอะไรหรอกครับ แต่เป็นเครื่องวัดจุดวิกฤตของโลก พูดง่าย ๆ ก็คือ บอกว่าโลกเข้าใกล้จุดหายนะมากน้อยขนาดไหน โดยจะใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก เป็นตัวแปร ตัวกำหนด เช่น สงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภัยคุกคามของระเบิดนิวเคลียร์ สภาวะโลกร้อน ฯลฯ

ประวัติของนาฬิกาที่ออกจะประหลาดและอัปมงคลเรือนนี้ เริ่มขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยนั้น ประชาชนทั่วไปยังไม่มีความรู้ของภัยร้ายจากอาวุธนิวเคลียร์ อย่างมากก็รู้แค่ว่าเป็นอาวุธที่รุนแรงจนบีบให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธ มิตรได้สำเร็จ กลุ่มคนที่เล็งเห็นและตื่นตัวถึงภัยคุกคามนี้เป็นพวกแรก ๆ ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่ก็คือนักวิทยาศาสตร์ที่ประดิษฐ์ระเบิดปรมาณูขึ้นมานั่นเอง




จากความกังวลข้อนี้ทำให้ ยูกีนี รานิโบวิช นักชีวะ-ฟิซิกส์ กับ ไฮแมนด์ โกล์ดสมิธ นักฟิซิกส์ ชาวอเมริกัน ได้ร่วมกันก่อตั้งนิตรสารชื่อ Bulletin of the Atomic Scientists ขึ้นมา แปลเป็นภาษาไทยว่า ข่าวสารจากนักวิทยาศาสตร์อะตอม ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1945 โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายในยุคนั้นให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น อัลเบิร์ก ไอสไตน์ , แม๊กซ์ บอน์น , เจมส์ แฟรงค์ ฯลฯ

จุดประสงค์ของนิตรสารก็คือ เป็นแหล่งความรู้สำหรับผู้ที่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์ และ ให้ความรู้แก่ประชาชนชาวอเมริกันในเรื่องของอันตรายจากอาวุธนิวเคลียร์ ต่อมาในปี 1947 ทางบรรณาธิการจึงได้เพิ่มนาฬิกาวันสิ้นโลกเข้าไป นับเป็นการเริ่มต้นการเดินของนาฬิกาเรือนนี้




วิธีอ่านเวลาจากนาฬิกาเรือนนี้ง่ายนิดเดียวครับ ส่วนประกอบและลักษณะรูปพรรณทั้งปวงก็เหมือน ๆ กับนาฬิกาทั่วไป กล่าวคือมีเข็มยาว เข็มสั้น จุดบอกเวลา ฯลฯ เพียงแต่จุดกำหนดเวลาจะมีแค่จาก 9 โมงไปจนถึงแค่ 12 โมง พูดง่าย ๆ ก็คือเอามาแค่ส่วนบนซ้าย โดยเวลาเที่ยงคืนจะแปลความได้ว่าโลกเข้าสู่จุดหายนะแบบสุด ๆ คล้ายกับว่าวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว อันตราย ความรุนแรงและวิกฤตจะลดหลั่นไปตามเวลาเมื่อยิ่งออกห่างจากเวลาเที่ยงคืน ยกตัวอย่าง เช่น เวลา 23:55 น. จะวิกฤตน้อยกว่าเวลา 23:58 น




เวลา 23:53 น. หรือ 7 นาที ก่อนเที่ยงคืน จึงถูกตั้งให้เป็นเวลาตอนที่นาฬิกาวันสิ้นโลกเริ่มเดินเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1947 โดยสมัยนั้นเป็นช่วงที่โลกเพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้หมาด ๆ และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคนิวเคลียร์ พร้อมกับการก่อตัวขึ้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียด หรือที่รู้จักกันในสงครามเย็น




2 ปี ต่อมา นาฬิกาถูกปรับให้เป็นเวลา 23:57 น. เนื่องมาจากฝ่ายโซเวียดทดลองระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ชื่อ RDS-1 ได้เป็นผลสำเร็จ นับเป็นประเทศที่ 2 ของโลกที่ครอบครองอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ หลังสหรัฐอเมริกาเพียง 4 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันสะสมอาวุธระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย




ในปี 1953 นาฬิกาถูกปรับให้เหลือ 2 นาที ก่อนเที่ยงคืน โดยเป็นผลมาจากสหรัฐกับโซเวียดตัดสินใจทดลองระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงกว่าระเบิดปรมาณูหลายเท่าตัว

หลังจากที่นาฬิกาถูกปรับให้ใกล้เที่ยงคืนไปหลายครั้ง ในที่สุดเวลา ก็ได้ถูกเลื่อนออกห่างเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1960 สาเหตุก็คือ ท่าทีประนีประนอมของทั้ง 2 ขั้วอำนาจ ต่อวิกฤต ในช่วงนั้น เช่น วิกฤตสุเอซ ในปี 1956 และความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ฝ่ายผ่านการประชุมต่าง ๆ




3 ปีให้หลัง เวลาถูกปรับเหลือ 23:48 น. หรือ 12 นาที ก่อนเที่ยงคืน อันเป็นผลมาจากสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์บนภาคพื้น แต่ยังคงอนุญาตการทดลองอาวุธที่ใต้ดินอยู่ สนธิสัญญานี้แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามจากทั้ง 2 ฝ่ายที่จะลดอัตรการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ลงและปกป้องสถาพอากาศที่ต้องเสียหาย จากการทดลอง

โลกที่ทำท่าว่าจะเดินสู่ทิศทางที่ดีขึ้น กลับถูกสงครามเวียดนาม สงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถาน สงคราม 6 วันระหว่างอิสรเอลกับอาหรับ และการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศฝรั่งเศสในปี 1960 และจีนในปี 1965 บดบังจนทำให้นาฬิกาถูกปรับให้ใกล้เที่ยงคืนขึ้นอีก 5 นาทีในปี 1968 ซึ่งก็คือเวลา 23:53 น.




ในปีต่อมา เกือบทุกประเทศในโลก ยกเว้น อินเดีย ปากีสถานกับอิสรเอล ได้เซ็นสนธิสัญญาหยุดยั้งการแพร่ระบาดของอาวุธนิวเคลียร์ เนื้อหาสาระที่สำคัญมีอยู่ว่าประเทศที่ยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์จะได้รับการ สนับสนุนให้พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์แทนที่จะพัฒนาไปเป็นอาวุธทำลายล้าง สนธิสัญญาดังกล่าวส่งผลให้ เวลาถูกปรับเป็น 23:50 น.

สถานการณ์ลดความตึงเครียดลงอีกครั้งเมื่อปี 1972 โดยทั้งฝ่ายหสรัฐกับโซเวียดได้ทำข้อตกลงการจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์กับการจำ กัดขีปปันอาวุธต่อต้านนิวเคลียร์ขึ้นมา ทางบรรณาธิการจึงเลื่อนเวลาใหม่ให้เป็น 12 นาที ก่อนเที่ยงคืน




สงครามเย็นสมัยประธานาธิปดี ริชาร์ด นิกสัน ลดระดับความรุนแรงและตึงเครียดลงไปมาก ก่อนจะมาเลวร้ายลง เมื่ออินเดียสามารถทดลองระเบิดปรัมาณูได้เป็นผลสำเร็จ ประกอบกับการพัฒนาประสิทธิภาพของหัวรบนิวเคลียร์ให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นาฬิกาถูกเลื่อนให้เป็นเวลา 11:51 น.




ในปี 1980 สหภาพโซเวียดยกกองทัพบุกเข้าอัฟกานิสถาน การกระทำของโซเวียด ทำให้สหรัฐตัดสินใจบอยคอตการแข่งขันกีฬาโอลิมปิดฤดูร้อน ซึ่งถูกจัดขึ้น ณ กรุงมอสโคว์เมื่อปี 1980 ประกอบกับการที่เรแกนซึ่งเริ่มเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิปดีในปีต่อมา ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเป็นทวีคูณ เพราะเขามีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะโซเวียดในสงครามเย็นให้จงได้ จนนำไปสู่การปรับนาฬิกาให้เข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนถึง 2 ครั้ง ติดต่อกัน คือในปี 1980 กับ 1981 เวลาจึงเลื่อนมาอยู่ที่ 11:56 น.

ประธานาธิปดีเรแกนทำสงครามเย็นอย่างดุเดือดกับโซเวียด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปจนถึงวาทะเด็ดที่เขาใช้เรียกสหภาพโซเวียดว่าเป็นอาณาจักรแห่งความชั่วร้าย สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้นาฬิกาเดินเข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนเข้าไปอีก 1 นาที เมื่อปี 1984




ภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของคอนสแตนติน เชอร์เนนโก้ ผู้นำโซเวียดในปี 1985 พรรคคอมมิวนิสต์จึงเลือก มิคาอิล กอร์บาร์ชอฟ ขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป กอร์บาร์ชอฟถือได้ว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่และเป็นนักปฎิรูป เขาเป็นผู้นำโซเวียดคนแรกที่เกิดหลังจากการปฎิวัติปี 1917

ทันทีที่รับตำแหน่ง กอร์บาร์ชอฟ ตั้งเป้าที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียดให้เข้มแข็ง หลังจากชลอตัวมานาน โดยจัดการปฎิรูประบบให้มีเสรีภาพมากยิ่งขึ้น เขายังได้พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นางมากาเร็ต แทชเชอร์ ของอังกฤษ ไปจนถึงเฮลมุท โคห์ล แห่งเยอรมัน




ประธานาธิปดีเรแกนรับรู้ถึงนโยบายที่เปลี่ยนไป เหล่านี้ดี เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทจากบทดุดัน มาเป็นอ่อนนุ่ม โดยเน้นนโยบายด้ายการทูตแทน สงครามเย็นที่กำลังจะถึงจุดระเบิดช่วงกลางทศวรรตที่ 1980 กลับลดความตึงเครียดลงอย่างน่ามหัศจรรย์ จนกระทั่งปี 1988 ทั้ง 2 ฝ่าย ได้เซ็นสนธิสัญญาทำลายหัวรบนิวเคลียร์พิสัยใกล้และกลาง สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้เข็มสั้นและยาวของนาฬิกาที่เกือบจะทับกัน ถูกปรับให้ถอยห่างออกไป 3 นาที และหยุดอยู่ที่ 11: 54 น.




ปี 1989 นับเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงเมื่อประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลของโซเวียดค่อย ๆ ปลีกตัวออกห่างไม่ว่าจะเป็น โปแลนด์ เชคโกสโลวเกีย ฮังการี โรมาเนีย จนกระทั่งปลายปี 1989 ภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตของตน ก็ได้เกิดขึ้นสู่สายตาสาธารณะชน เมื่อกำแพงเบอร์ลินซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1961 ได้ถูกทำลายลง นับเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์และเป็นการผ่อนคลายความตึง เครียดของสงครามเย็น นาฬิกาจึงถูกปรับให้เป็นเวลา 11:50 น. เมื่อปี 1990




การล่มสลายของหสภาพโซเวียดเมื่อ ปี 1991 เป็นการปิดฉากสงครามเย็นอย่างเป็นทางการ ชาวโลกจึงได้นอนหลับแบบไม่ต้องระแวงภัยของอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไปหลังจาก ที่ต้องคอยตื่นตัวตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรต ประกอบกับสหรัฐและรัสเซียได้เซ็นสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้เคยทำสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ไปก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ทั้งปวง ส่งผลให้นาฬิกาเดินถอยหลังไป 7 นาที ซึ่งหยุดอยู่ที่ 11 : 43 น. หรือ 17 นาที ก่อนเที่ยงคืนนั่นเอง นับเป็นเวลาที่อยู่ห่างจากเที่ยงคืนมากที่สุด นับตั้งแต่นาฬิกาเริ่มเดิน




ความหวังที่โลกจะก้าวเข้าสู่สังคมแห่งสันติภาพ หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ได้ถูกทำลายลง เนื่องมาจากความกังวลเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อาจตกไปอยู่ในมือของผู้ก่อการ ร้ายได้ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างมาก โดยลักลอบมาจากหัวรบนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียดเดิม ด้านหสรัฐเอง ก็ยังคงสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง วันสิ้นโลกที่ดูเหมือนอยู่ห่างออกไป กลับถูกขยับให้ใกล้เข้ามาในปี 1995 โดยเวลาได้เลื่อนไปเป็น 11: 46 น.




ปี 1998 ปากีสถานประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดปรมาณู นับเป็นประเทศที่ 7 ในโลกที่ครอบครองอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ปากีสถานเป็นคู่ฟัดกับอินเดีย และอินเดียก็มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ไนมือ เท่ากับว่าถ้า 2 ประเทศนี้รบกันเมื่อไหร่ โลกทั้งใบก็คงตกอยู่ในอันตราย ไม่ต่างไปจากสงครามระหว่างอเมริกากับรัสเซีย ความเสียงข้อนี้ ส่งผลให้นาฬิกาถูกปรับให้เข้าใกล้เที่ยงคืนขึ้นอีก 5 นาที


เหตุการณ์ 11 กันยา ปี 2001 ได้ช็อคผู้คนทั้งโลก และได้แสดงให้ชาวโลกเห็นว่านอกจากภัยจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว โลกยังต้องพบกับภัยร้ายชนิดใหม่นั่นก็คือภัยก่อการร้ายนั่นเอง ไม่ถึงปีต่อมา สหรัฐประกาศยกเลิกสนธิสัญญาการจำกัดขีปปันอาวุธต่อต้านนิวเคลียร์ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันประเทศ นาฬิกาจึงเดินมาอยู่ที่ 11: 53 น.




สถานการณ์ของโลกเลวร้ายลงเรื่อย ๆ เมื่อบางประเทศในโลก ยังมีความทะเยอทะยานที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เช่น เกาหลีเหนือกับอิหร่าน ฝ่ายหสรัฐก็เพิ่มงบประมาณทางการทหารเพื่อแข่งกับจีน และยังมีปัญหาโลกร้อน ที่ผู้คนจำนวนมาก เริ่มเล็งเห็นถึงอันตรายของมัน ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้นาฬิกาขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนขึ้นอีก 2 นาที เมื่อปี 2007






มนุษย์ที่หลงดีใจไปกับโลกหลังสงครามเย็น จึงเริ่มตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ บารัก โอบาม่า ที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐในปี 2009 ได้เรียกร้องให้ทุกประเทศช่วยกันสร้างโลกที่ปลอดอาวุธนิวเลียร์ขึ้นมา นับเป็นประธานาธิปดีคนแรกที่ประกาศเช่นนี้ ประกอบกับความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้น บรรยากาศและการสนับสนุนให้ใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความพยายามเหล่านี้ ทำให้นาฬิกาเดินถอยหลังไป 1 นาทีเมื่อปี 2010 และหยุดอยู่ที่ 11:54 น. หรือ 6 นาที ก่อนเที่ยงคืนนั่นเอง นับเป็นการปรับเวลาครั้งล่าสุดของนาฬิกาเรือนนี้

นาฬิกาเรือนนี้มีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของสาธารณะชนอย่างมาก เคยมีคนบอกกับบรรณาธิการของนิตรสารว่า ช่วยปรับเวลาให้ห่างจากเที่ยงคืนมากกว่านี้ได้ไหม

ปีนี้ โลกพบกับความผันผวนมากมาย ทั้งเรื่องของมนุษย์เองและภัยธรรมชาติ นายตี๋ใหญ่ไม่แน่ใจว่านาฬิกาเรือนนี้จะขยับไปไหนอีกรึเปล่า


โดย นายตี๋ใหญ่


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
โลกจะแตกทุกวันยังไม่วายเลิกด่ากันอีก


_________________

น้องยูค ผู้หน้ารัก
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เหอะๆ -*-

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ตายกันให้หมด
จบ..


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
รอให้เสียซิงก่อนเอะ


_________________

น้องยูค ผู้หน้ารัก
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Monica พิมพ์ว่า:
รอให้เสียซิงก่อนเอะ


หร่อนก็เสียซิงให้ตะหลิวไปแล้วไม่ใช่หรอคะ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อาม่า. พิมพ์ว่า:
Monica พิมพ์ว่า:
รอให้เสียซิงก่อนเอะ


หร่อนก็เสียซิงให้ตะหลิวไปแล้วไม่ใช่หรอคะ


ข่วโคมลอยชัวรืค่ะ


_________________

น้องยูค ผู้หน้ารัก
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Monica พิมพ์ว่า:
อาม่า. พิมพ์ว่า:
Monica พิมพ์ว่า:
รอให้เสียซิงก่อนเอะ


หร่อนก็เสียซิงให้ตะหลิวไปแล้วไม่ใช่หรอคะ


ข่วโคมลอยชัวรืค่ะ


อร๊ายยยยยยย ตะหลิว Surprised Surprised Surprised


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
น่าสนใจค่ะ ชอบอ่านมากๆ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email ชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 2
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com