1. I Am
2. The Master Storyteller
3. Nailed
4. Hide in the Fairytale
5. The Gift of Music
6. 30 Pieces of Silver
7. Drown
8. Altar of the Unknown God
9. Light of the World
10. As the World Bleeds
Theocracy นั้นเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีที่น่าจับตามองอีกหนึ่งวง โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงของสมาชิก ตั้งแต่อัลบั้มแรกซึ่งถือเป็นงานเดี่ยวกลายๆของแมตต์ สมิธ (ร้องนำ) เพราะเขารับหน้าเองทุกอย่าง ชุดต่อมาก็มีสมาชิกมาเพิ่มอีกสองได้แก่ โจนาธาน ไฮน์ดส (เบส) และ ชอว์น เบนสัน (กลอง) จึงถือได้ว่าเป็นการเล่นแบบเต็มวงครั้งแรก และมาถึงชุดใหม่นี้ ทางวงก็ได้สมาชิกเพิ่มมาอีกสอง คือ วาล อัลเลน วูด (ลีดกีต้าร์) และ จาเรด โอลด์แฮม (เบส) ทำให้โจนาธานต้องเลื่อนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งริธึ่มกีต้าร์แทน ส่วนแมตต์รับหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้เขาได้นักดนตรีมาเสริมจนครบวงแล้ว (ชุดก่อนนี้เขาเล่นกีต้าร์ไปด้วย) จากที่ได้กล่าวไปนั้นคงจะบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกวงนั้นค่อนข้างจะโปรเกรสสีฟพอสมควร โดยเริ่มจาก 1-3-5 ตามลำดับ (เป็นเลขคี่เลย ฮา...)
นอกจากด้านการเปลี่ยนแปลงสมาชิกแล้วตัวงานของพวกเขาก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ซึ่งน่าจะการันตีได้จากคำวิจารณ์ในแง่บวกจากหลายๆสำนัก (รวมถึง Rebirth Era ของเราด้วย) และพวกเขาเป็นวงอเมริกันอีกหนึ่งวงที่มีสุ้มเสียงจากเพาเวอร์เมทัลฝั่งยุโรปอยู่มาก (โดยเฉพาะเยอรมนี) ซึ่งก็มีอิทธิพลมาจากวงรุ่นเก๋าในแถบนั้นอย่าง Helloween, Edguy หรือบางทีก็มีกลิ่นของ Blind Guardian มาให้ได้ยินบ้างเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาก็ผสมผสานให้เข้ากับอิทธิพลทางโปรเกรสสีฟจากรุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง Dream Theater (สังเกตได้จากโซโลหลายๆท่อนในอัลบั้มจะมีกลิ่นอายของเฮียเปตรุชชี่อยู่), Symphony X และรุ่นลุงอย่าง Kansas ได้อย่างลงตัว และพวกเขาก็เป็นวงที่มีความเป็นคริสเตียนอยู่สูงด้วย
ด้วยความที่มีนักดนตรีอยู่ครบทุกตำแหน่งแล้ว ทำให้แมตต์นั้นสามารถทำหน้าที่ร้องนำกับแต่งเพลงได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็เป็นผลดีต่อนักดนตรีที่จะได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน สุ้มเสียงของพวกเขาซึ่งแต่เดิมก็หนักแน่นและทรงพลังอยู่แล้วก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก และโปรดักชั่นที่มีความกลมกลืนกว่าชุดก่อนทำให้ภาคดนตรีรวมถึงเสียงร้องของแมตต์นั้นโดดเด่นมากขึ้น และเท่าที่ได้ฟังในหลายๆเพลงแล้ว งานชุดนี้ดูจะมีความเป็นอีปิกมากกว่าชุดก่อนๆ และดูมีความซับซ้อนมาขึ้นกว่าเดิม ภาคริธึ่มของชุดนี้แลจะมีความหลากหลายมากขึ้นในอารมณ์ แต่ก็ยังคงเน้นจังหวะที่เร่งเร้าสไตล์เพาเวอร์เมทัลที่ทรงพลังที่สอดแทรกความเป็นโปรเกรสสีฟเข้าไปด้วย ภาคลีดนั้นก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยเมโลดี้ที่หวานแต่พองาม รวมถึงโซโลที่ดุเดือด (ที่มีคลิ่นเปตรุชชี่อยู่) อีกหนึ่งสีสันที่ขาดไม่ได้ในอัลบั้มนี้ก็คือการเรียบเรียงเสียงประสานของแมตต์ที่มีบทบาทอยู่มากในอัลบั้มนี้ การเรียบเรียงของเขาอาจจะทำให้ดูเป็นออร์เคสตร้าขนาดย่อมได้เลย เพราะเสียงประสานนั้นทำหน้าที่เสริมตัวดนตรีให้ดูอลังการขึ้น
งานชุดนี้เพลงที่โดดเด่นอยู่พอสมควร ซึ่งสิ่งที่สังเกตได้มากที่สุดก็เห็นจะเป็นในส่วนของจังหวะที่เร่งเร้าทรงพลังแบบเพาเวอร์เมทัล แต่ก็ไม่วายมีเพลงยาวเอาไว้โชว์ความเป็นอีปิกด้วย ซึ่งก็คือแทร็คเปิดอัลบั้ม I Am ที่เปิดตัวด้วยเสียงเสียงออร์เคสตร้าสุดอลังการกับท่อนริฟฟ์ที่หนักแน่นแต่ก็มีแทรกเสียงคีย์บอร์ดมาแบบพอประมาณ ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แมตต์ร้องได้โดดเด่น และเพลงนี้น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่เขาได้โชว์เสียงสูงที่ใสและกังวาน แถมช่วงกลางๆจนถึงปลายเพลงก็มีการให้เหล่านักดนตรีปล่อยของกันพอเป็นพิธี ส่วนเพลงที่เน้นจังหวะที่เร่งขึ้นมาหน่อยก็มีหลากหลายแบบ อาทิ Light of the World ที่ให้ความรู้สึกฮึกเหิม และ The Master Storyteller ที่ดุเดือดขึ้นมาอีกนิด
Theocracy กลับมาคราวนี้คงบอกได้คำเดียวว่าพวกเขามาอย่างครบเครื่องมากกว่าเดิมในทุกๆด้าน แม้งานจะไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่ พวกเขาก็ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ ซึ่งหลังจากนี้ก็หวังว่าพวกเขาจะทำงานคุณภาพเช่นนี้ออกมาให้ฟังกันอีกเรื่อยๆ
Rating: 9/10
เพลงตัวอย่าง: 30 Pieces of Silver





