˹���á Forward Magazine

ตอบ

Illusionist's 2011 Recap: Steven Wilson - Grace for Drowning
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ Illusionist's 2011 Recap: Steven Wilson - Grace for Drowning 


Deform to Form a Star
1. Grace for Drowning
2. Sectarian
3. Deform to Form a Star
4. No Part of Me
5. Postcards
6. Raider Prelude
7. Remainder the Black Dog

Like Dust I Have Cleared from My Eye
1. Belle de Jour
2. Index
3. Track One
4. Raider II
5. Like Dust I Have Cleared from My Eye

ปีนี้ก็ดูจะเป็นอีกปีหนึ่งพี่แว่นหล่อ วิลสันมีงานชุกอยู่พอสมควร โดยงวดนี้พี่แกจะเน้นไปที่งานเดี่ยวชุดใหม่ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งแกบอกว่าแกเขียนเพลงไว้เยอะจนบางทีก็รักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายแล้วแกก็ไม่ตัดเพลงใดๆเอาไว้เลย ผลที่ออกมาก็คือ งานใหม่จึงออกมาเป็นแผ่นคู่อย่างที่ได้เห็นและได้ฟังกัน ระหว่างที่แกทำงานเดี่ยวอยู่นั้นแกก็เอางานเก่าๆที่ทำไว้ออกมาบ้างประปราย อย่างงานโดรนหลอนในนาม Bass Communion พี่แกก็เอาชุดที่หลอนที่สุดอย่าง Ghost on the Magnetic Tape มารีมาสเตอร์ใหม่ และแกก็เที่ยวไปรีมาสเตอร์งานเก่าๆของวงรุ่นเดอะอยู่หลายวง เช่น King Crimson และ Jethro Tull เป็นต้น เรียกว่าบั้นปลายชีวิตนี่พี่แว่นแกคงได้เป็นยอดกูรูโปรเกรสสีฟร็อคระดับโลกจริงๆ เพราะแกเองก็มีภูมิความรู้อยู่มากมายเหลือเกิน แกยังกล่าวไว้อีกว่าอยากจะมีโปรเจ็คโปรเกรสสีฟร็อคย้อนยุคเป็นไตรภาค ซึ่งก็จะเริ่มจาก Heritage ของ Opeth ซึ่งแกก็ได้ไปมิกซ์งานให้ด้วย (Heritage นี้รีวิวโดย Lilium ลองติดตามอ่านกันในนิตยสาร Into the Pit ฉบับที่ 7 ครับ) ต่อด้วยงานชุดใหม่ของแกเอง และสุดท้ายก็คือ Storm Corrosion ซึ่งแกกำลังทำอยู่กับพี่ไมเคล โอเกอร์เฟลต์ โดยงานหลังนี้จะไปออกกับค่ายซือแป๋อย่าง Roadrunner ในช่วงกลางปีหน้า

เรื่องราวของอัลบั้มใหม่ซึ่งเป็นอัลบั้มคู่นี้ก็แลดูจะยาวพอสมควร โดยเริ่มจากการปล่อยเพลงมาให้โหลดฟังแก้คิดถึงกันก่อนหนึ่งเพลงซึ่งก็คือ Remainder the Black Dog และในช่วงเวลาถัดมาพี่แว่นแกก็คลอดเอ็มวีออกมาโปรโมตถึงสามเพลงรวดในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ Track One, Index และล่าสุดก็คือ Remainder… ที่จัดเต็มทั้งเพลง เอ็มวีทั้งสามตัวยกำกับโดย Lasse Hoile ตากล้องสายมืดเจ้าเก่าผู้เป็นเพื่อนซี้ของพี่แว่นนั่นเอง และจากที่ผมได้ไปค้นหาเพลงบางส่วนจากอัลบั้มใหม่ใน Youtube ก็ปรากฏว่าเพลงหลุดออกมาเสียจะครึ่งอัลบั้มอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเวอร์ชั่น Radio Edit ทำให้ฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยอิ่มใจเท่าไหร่ (ถึงขั้น “เสี้ยน” เลยก็ว่าได้...) และผมเองก็คิดว่าพี่แว่นน่าจะปล่อยมาให้ฟังกันเต็มอัลบั้มเสียเลยดีกว่าที่จะกับเก็บผลงานของตัวเองเอาไว้ แต่ก็อย่างว่า ถ้าได้ฟังเพลงทั้งหมดก่อนที่อัลบั้มจะออกมันก็เริ่มหายตื่นเต้นแล้ว มาถึงตอนนี้ แฟนเพลงของพี่แว่นหลายๆคนที่สั่งซื้อผลงานชุดนี้เอาไว้ก็น่าจะได้ของกันบ้างแล้ว ส่วนใครที่สั่งบอกซ์เซ็ตก็คงต้องรออีกนิดหนึ่ง เพราะกล่องใหญ่ของแกนี้ผลิตออกมาน้อยเหลือเกิน ซึ่งพี่แว่นก็หวังว่าคนที่ได้แผ่นไปก็จะได้ดื่มดำกับ “การเดินทางทางดนตรีครั้งใหม่” (แกเรียกแบบนั้นแหละ) อย่างอิ่มเอม และอีกไม่นานนี้ พี่แว่นก็จะออกทัวร์แสดงสดเพื่อสนับสนุนอัลบั้มเดี่ยวเป็นครั้งแรกซึ่งเซ็ตลิสต์ก็จะน่าจะเอาเพลงจากชุดก่อนและชุดใหม่นี้มาคละๆกัน โดยจะได้มือกลองนามระบืออย่างมาร์โค มิเนมานน์ที่เพิ่งอกหักจากการออดิชั่นกับ Dream Theater มาร่วมงานด้วย

อัลบั้มนี้ พี่แว่นต้องการที่จะเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับตัวเองโดยการ “ย้อนรอย” เข้าสู่ความเป็นโปรเกรสสีฟร็อคในยุครุ่งเรืองที่มีแนวคิดและท่วงทำนองที่เข้มข้นเป็นจุดเด่น แต่แกก็ยังไม่ทิ้งความละเอียดอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ลงไปเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่างานชุดนี้แกเองเริ่มจะเข้าหาตวามเป็นอะคูสติกมากขึ้นอีกด้วย โดยเราจะสังเกตได้จากบทบาทของเปียโนและกีต้าร์โปร่งที่มีความโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการมีเครื่องเป่าและเครื่องสายเข้ามาในภาคดนตรีด้วย ซึ่งเราจะไม่พบอะไรแบบนี้ในงานชุดก่อนอย่าง Insurgentes เลย นั่นคงเป็นเพราะคราวนั้นแกได้รับอิทธิพลจากชูเกซและอาร์ตร็อคมาเสียมาก แต่แกก็ยังไม่ทิ้งบีทแบบอิเลกโทรนิกไปเสียทีเดียว เพราะเราจะได้ยินซาวด์แบบนี้ได้ในเพลงอย่าง Index, Track One และ No Part of Me ส่วนทีมนักดนตรีก็ถือว่าเปลี่ยนไปจากชุดก่อนมากพอสมควร จากเดิมที่ได้นักดนตรีที่อยู่ในเครือข่ายของตัวเองพอควร ซึ่งบางคนก็ยังอยู่ร่วมเล่นในชุดนี้ด้วย เช่น น้ารูเดสแห่ง Dream Theater ทีมาพร้อมกับไลน์เปียโนสวยๆ ลุงโทนี่ เลวินที่มาเล่นเบสให้ด้วย รวมถึงนายแซนด์ สโนว์แมนที่มาร่วมแจมด้วยหนึ่งเพลง ส่วนนักดนตรีที่มาเพิ่มก็เห็นจะเป็นมือกลองหลักของอัลบั้มนี้อย่างนิค ฟรานซ์ เครื่องเป่าลมไม้โดยเพื่อนซี้อย่างธีโอ ทราวิส และกลองไฟฟ้าโดยน้าแพท มาสเตลล็อตโต

และทำไมอัลบั้มนี้ถึงมีสองแผ่นล่ะ คำตอบดูจะง่ายมากสำหรับพี่แว่น นั่นก็คือ “ใจโลเล” ทำนองว่า เพลงโน้นก็ดี เพลงนั้นก็เจ๋ง สรุปแกเอามารวมให้หมดแล้วก็แยกเป็นสองแผ่นเสียเลย (ฮา...)

แผ่นแรกมีชื่อว่า Deform to Form a Star ก็จะเน้นงานเพราะๆที่มีซาวด์ย้อนยุคเป็นพิเศษ และยังมีภาคอะคูสติกที่ค่อนข้างโดดเด่น แต่ช่วงที่เป็นท่อนบรรเลงนั้นก็มีความซับซ้อนเหลือหลายทีเดียว จนบางทีก็รู้สึกว่ามัน “เกิน” ไปเสียด้วยซ้ำ แต่ผมรู้สึกเสียดายเพลง Sectarian นิดหน่อย ที่แม้จะเป็นเพลงบรรเลงโชว์ฝีมือเพียวๆทั้งเพลง แต่กลับบั่นทอนอารมณ์นุ่มลึกที่มีอยู่ในแผ่นนี้ลงไปอย่างสิ้นเชิงทีเดียว จนบางทีผมเองก็คิดว่า ถ้าหากจะฟังชุดนี้ก็น่าจะฟังข้ามจากไตเติลแทร็ค (เพลงชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้ม) ซึ่งเป็นอินโทรไปที่เพลง Deform to Form a Star ได้เลยซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดูไหลลื่นกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้เสียหน่อย และ Deform... นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของแผ่นแรกซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่การสร้างทำนองสอดประสานออกมาได้อย่างไพเราะ รวมถึงเปียโนของน้ารูเดสและกีต้าร์โปร่งที่ประสานกันอย่างลงตัว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงโปรดประจำอัลบั้มของผู้เขียนไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนก็สงสัยอยู่นานว่าเพลงที่อยู่ในเทรเลอร์ที่สองที่เปิดเผยปกอัลบั้มคือเพลงอะไรกันแน่จนมาถึงบางอ้อตอนได้ฟังเต็มๆว่าเป็นเพลงนี้นี่เอง ส่วนสองเพลงถัดมาอย่าง No Part of Me และ Postcards ก็ถือว่าไหลไปได้ดี โดยเฉพาะเพลงหลังที่เปียโนกับเครื่องสายมีความโดดเด่นอยู่พอสมควร ต่อด้วย “เศษเพลง” อย่าง Raider Prelude ที่ไม่รู้จะเอามาไว้แผ่นนี้ทำไม แทนที่จะเอาไปรวมกับ Raider II ในแผ่นที่สอง แต่มันกลับต่อติดกับ Remainder the Black Dog ซึ่งได้ลุงสตีฟ แฮคเก็ตต์มาร่วมงานด้วย เพลงนี้เป็นเพลงที่ให้ฟีลล่องลอยแต่ซับซ้อนได้ดีทีเดียว และเพลงสุดท้ายของแผ่นแรกนี้เองเป็นเพลงที่มีโซโลกีต้าร์ที่หวือหวามาก

แผ่นที่สอง ชื่อว่า Like Dust I Have Cleared from My Eye ซึ่งแลจะไม่ค่อยเคลียร์สมชื่อเท่าใดนัก เพราะมีเพลงที่โดดที่สุดอย่าง Raider II อยู่ในแผ่นด้วย และเพลงนี้ก็มีความยาวถึง 23 นาที ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะยืดเยื้อกันไปถึงไหน เพลงนี้จึงกลายเป็นอีกเพลงหนึ่งที่น่าจะบั่นท่อนอารมณ์ในการฟังอัลบั้มนี้ไปอย่างน่าใจหาย ในจุดนี้ ผู้เขียนคิดไว้ว่า ถ้าหากเอาเพลงนี้ไปรวมกับตัว Prelude ที่อยู่ในแผ่นแรกและทำออกมาเป็นเพลงเดียวที่ยาวไม่เกิน 10 นาทีก็น่าดูดีกว่าที่จะแยกส่วนออกมาเป็นสองเพลงแบบนี้ ส่วน Belle de Jour นั้นก็แลจะไพเราะดี แต่ก็ถือว่าไม่มีอะไรในกอไผ่เท่าใดนึก จึงน่าจะฟังข้ามไปยัง Index และ Track One ได้เลย และเพลงที่เป็นตัวชูโรงประจำแผ่นนี้ก็คือเพลงสุดท้ายที่มีชื่อเดียวกับชื่อแผ่น ที่เน้นไลน์กีต้าร์ผสานกับเปียโนอย่างพลิ้วไหว พร้อมกับโซโลที่หวานชื่น และท่อนร้องประสานที่ไพเราะงดงามในช่วงครึ่งเพลงแรก ความจริงแล้ว ถ้าตัดครึ่งเพลงหลังออกไปนั้นจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่านี้มาก เพราะช่วงหลังๆของเพลงนั้นจะเน้น Soundscapes เบาๆไปยาวๆจนจบ ซึ่งมันแลจะยืดเยื้อเกินไปหน่อย

งานชุดนี้ดูเหมือนจะมีอะไรที่ “เกินความจำเป็น” มากไปเสียหน่อย แต่ความจริงแล้วพี่แว่นเองก็ทำงานออกมาได้ดีมากอยู่แล้ว เพียงแต่ความลงตัวนั้นอาจจะยังสู้งานชุดก่อนไม่ได้เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเองก็หวังว่า Storm Corrosion น่าจะทำออกมาได้ลงตัวกว่านี้ และท้ายสุดนี้ อัลบั้มนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าคนที่ทำเพลงแนวโปรเกรสสีฟร็อคดูจะเป็นคนที่ “เข้าใจยาก” อยู่พอสมควร (อันนี้ขำๆนะครับ)

เพลงตัวอย่าง: Deform to Form a Star

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 1
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com