Help or Hurt กับกรณีใช้ยอดวิวยูทูบคิดชาร์ต
ในอาทิตย์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นกระแสกันมากในวงการเพลง (โดยเฉพาะต่างประเทศ) คือกรณีของ "การนำยอดยูทูบมาคำนวนชาร์ต" อย่างจริงๆจังๆ เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อวงการเพลงอย่างไรบ้าง? ส่วนตัวก็ลองมานั่งวิเคราะห์เทียบกัเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วอย่างกรณีการ "ปรับยอดสถานีที่คำนวนแอร์เพลย์"
ในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมานั้น Billbaord ได้ประกาศเพิ่มและตัดสถานีที่ใช้คิดยอดแอร์เพลย์ไปสองครั้งด้วยกัน ซึ่งสองครั้งที่ผ่านมา แนวเพลงที่ได้รับประโยชน์ที่สุดคงหนีไม่พ้นแนวเพลง "ป๊อป" ที่เพิ่มจำนวนสถานีขึ้นค่อนข้างมาก ในขณะที่สถานีเพลงแนวอื่นๆก็มีเพิ่มมาบ้าง จะมีบางแนวเท่านั้นที่ถูกลดทอนบทบาทไป อันทำให้ยอดแอร์เพลย์อันดับที่ 1 ที่เราคุ้นตากันอยู่ที่ประมาณ 130 -160 ล้าน นั้นพุ่งสูงขึ้นไปที่ 180 - 200 ล้าน กันเลยทีเดียว
ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นผลดีในแง่ของการกระจายผลงานสู่สาธารณะ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพลง "ป๊อป" เท่านั้น ในขณะที่เพลงแนวอื่นเพดานยอดแอร์เพลย์กลับไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ทำให้ความหลากหลายของชาร์ตลดลงพอสมควร แต่...เรายังพอเข้าใจได้ว่าด้วยความนิยมของเพลงป๊อปที่เพิ่มขึ้น จำนวนสถานีที่นับวันจะผุดมากขึ้นเรื่อยๆ การที่ Billboard เองจะมารองรับตรงจุดนี้ก็ไม่ได้น่าเกลียดถึงขั้นรับไม่ได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสังคม
คราวนี้ก็มาถึงพระเอกของบทความกับ "ยูทูบ" แน่นอนครับเจ้าสื่อวิดีโอออนไลน์ชื่อดังเจ้านี้มีมานานพอสมควร เรียกได้ว่าเป็นอีกสื่อหนึ่งที่คนฟังเพลงนิยมใช้ในการฟังเพลงรวมไปถึงการดูเอ็มวีและโปรโมต่างๆของศิลปิน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการคิดลำดับชาร์ตอะไรแต่อย่างใด ซึ่งพอมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นปุ๊บ แน่นอน มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้
เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ลำดับชาร์ตเราจะวัดกันจากยอดขาย และ แอร์เพลย์เพียงอย่างเดียว ซึ่งหลักของสองอย่างนี้ก็คือ "ความนิยมของตัวเพลง" (แม้ๆภายหลังจะมีเรื่องของเม็ดเงินการโปรโมตมาเสริมก็ตาม) แต่หลังๆมานี้บิลบอร์ดได้มีการปรับกฏบ่อยจนเรียกได้ว่าคนติดตามแทบจะตามกันไม่ทัน และเมื่อยอดชม "ยูทูบ"ก้าวเข้ามาเป็นตัวแปรเสริม สิ่งที่จะเกิดผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ"ยอดขาย"
หลายคนอาจคิดว่ามันน่าจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้น มีการปั๊มยอดชม ได้ในเรื่องของการโปรโมต ยอดขายน่าจะสูงขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าสังคมปัจจุบัน "โหลดฟรี" ครองเมือง ดังนั้นไม่แปลกถ้าคนจะคิดว่า "ฉันโหลดฟรีเอา้ก็ได้ มาช่วยปั่นยอดยูทูบแทนก็แล้วกัน ไหนๆก็รวมยอดคิดชาร์ตเหมือนกัน" (ผู้เขียนไม่ได้ฟันธง 100% นะว่าจะมีแต่คนโหลดฟรี เพียงแต่ต้องยอมรับว่าสภาพสังคมปัจจุบันเป็นแบบนี้จริงๆ)
ผลที่ตามมาตะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าความหลากหลายของชาร์ตที่เดิมได้ลดน้อยถอยลงอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มว่าจะลดลงไปอีก แฟนคลับประเภทติ่งก็จะพร้อมใจกันปั๊มยอดชมอย่างสนุกสนาน (จริงๆไม่อยากใช้คำว่า"ติ่ง" แต่เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน) ลองนึกภาพว่าจากเดิมที่ติ่งต้องยอมเจียดตังค์มาซื้อซิงเกิ้ลซื้ออัลบั้ม เพื่อให้ยอดขายของศิลปินที่รักของตัวเองสูงเพื่อที่จะได้ติดชาร์ตสวยๆ แต่เมื่อมีทางเลือกที่ประหยัดกว่า ได้ผลเหมือนกัน คิดตามหลัก"ความเห็นแก่ตัว"แล้ว อย่างน้อยต้องมีบ้างละที่หันมาเลือกวิธ๊นี้แทน
(ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคิดว่าผู้เขียนอคติ แต่ลองคิดง่ายๆนะครับ ทำไมศิลปินที่มีแฟนคลับเป็นล้านๆบางคนกลับมียอดเปิดตัวอัลบั้มเพียงแสนนิดๆ บางคนไม่ถึง ซ้ำร้ายที่สุดยอดรวมออกมายังไม่ถึงหลักห้าแสน ?)
ผลกระทบที่ร้ายแรงอีกอันคือ "ศิลปินเพลงแนวอืื่นไม่ได้เกิด" เพลงที่ทำกระแสได้ง่ายๆ เข้าถึงคนได้ง่ายๆคงหนีไม่พ้นเพลงป๊อป จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อศิลปินหน้าใหม่ รวมถึงหน้าเก่าต่างพร้อมใจกันมาทำเพลงป๊อป หรือทำเพลงให้ป๊อปขึนเพื่อความอยู่รอด เพื่อกระแส มองไปทางไหนก็เจอแต่เพลงป๊อป ดูไม่จืดนะครับ
และการปรับกฏของบิลบอร์ดที่อิงไปกับกระแสขึ้นทุกวันๆ อนาคตเราอาจจะไม่เหลือคำว่า "ตำนาน" ไว้ใช้กล่าวขานกับศิลปินก็เป็นได้ เราอาจจะได้ฟังเพลงจากศิลปินหน้าใหม่ๆสลับกันไป เพราะสายป่านในวงการเพลงของศิลปินในยุคที่อิงกระแสมากขึ้นเรื่อยๆนั้น ก็สั้นลงเรื่อยๆเช่นกัน (ทุกวันนี้สายป่านศิลปิยหน้าใหม่ๆแต่ละคนก็เริ่มสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด...)
ณ จุดนี้ คงจะได้แต่ "นั่งทำใจ" กับอุตสาหกรรมดนตรีที่โดน"ฆ่า"อย่างช้าๆ โดยฝีมือของสื่อที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของวงการเพลงที่เรียกว่า "Billboard"
แก้ไขล่าสุดโดย paradizer เมื่อ Sat Feb 23, 2013 6:03 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
_________________
April fighting! + angel Sojin�






แหม่ ถ้ากฏนี้มาเร็วหน่อยอาจจะเห็น Friday ติด Top 10 ก็ได้นะ 






เริ่มจะรับไม่ไหวแล้วอะ
