
ก่อนดูคอนเสิร์ตนี้ เดี๊ยนขอสารภาพ (เหมือนชื่อคอนเสิร์ต) ว่า ไม่มีความคาดหวังเท่าไหร่นักกับคอนเสิร์ตนี้ เพราะความคาดหวังในคอนเสิร์ตของมาดอนน่า สำหรับเดี๊ยน เคย มีอยู่สูงมากในช่วงระยะเวลาก่อนคอนเสิร์ต Drowned World Tour (2001) ที่เดี๊ยนค่อนข้างจะ ผิดหวัง เนื่องจากคอนเสิร์ตนั้นเดี๊ยนคาดหวังเอาไว้สูง สืบเนื่องมาจากคอนเสิร์ตก่อนหน้าคือ Blond Ambition (1990) และ Girlie Show (1993) ซึ่งเทอสร้างมาตรฐานให้กับตัวเทอเองเอาไว้สูงมาก และเป็นคอนเสิร์ตที่อยู่ในความทรงจำของเดี๊ยนเสมอมา เดี๊ยนคิดว่ามาดอนน่าคงไม่มีทางที่จะสามารถผลิตคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ระดับนั้นได้อีกแล้ว
แต่หลังจากดูคอนเสิร์ตนี้จบ เดี๊ยนคงต้องขอเปลี่ยนความคิดและความคาดหวังในตัวเจ๊ใหม่ ขอรวมคอนเสิร์ตนี้เข้าไว้ในความทรงจำอีก 1 คอนเสิร์ต นี่คือคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของเจ๊หลังจากคอนเสิร์ต Girlie Show เป็นต้นมา และนี่คืออีกครั้งที่มาดอนน่าได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสุดยอดในการเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ของเทอ ที่ยากจะหาใครมาเทียบเทอได้
คอนเสิร์ตนี้ออกมาตอบรับความสำเร็จจากอัลบั้ม Confessions On A Dancefloor ดังนั้นมาดอนน่าจึงนำเพลงจากอัลบั้มชุดนี้มาโชว์ในคอนเสิร์ตกว่าครึ่ง โดยในภาพรวมคอนเสิร์ตนี้ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงได้แก่ ช่วงที่ 1 จะเป็นธีมเกี่ยวกับม้า ช่วงที่ 2 จะเป็นช่วงที่มาดอนน่าจะสื่อถึงเหตุการณ์ต่างๆในโลก ช่วงที่ 3 จะเป็นโชว์ที่ออกแนวร๊อค อคูสติก ซึ่งเจ๊อยังโชว์เล่นกีตาร์เองด้วย และช่วงที่ 4 จะเป็นธีมแบบดิสโก้ย้อนยุค
ในภาพรวม Production บนเวทีทำได้อลังการงานสร้างมาก มีภาพวิดิทัศน์ประกอบการโชว์ตลอด ส่วนในแง่การตัดต่อเพื่อทำเป็นดีวีดี มีการใส่เทคนิคทางภาพเข้าไป ทั้งการซ้อนภาพ หรือการทำภาพ Slow Motion ในบางครั้งเดี๊ยนรู้สึกว่ามันน่ารำคาญไปนิด เนื่องจากมันดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ในบางครั้งมันก็เป็นทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเสริมให้ภาพของคอนเสิร์ตออกมาดูดี (เกินความเป็นจริง) อย่างมากๆ
เริ่มเปิดตัวด้วย Future Lover/I Feel Love มาดอนน่าปรากฎตัวอย่างอลังการ โดยปรากฎกายทิพย์ออกมาจากลูกดิสโก้บอลที่ค่อยๆแตกออก เรื่องการปรากฎตัวครั้งแรกในคอนเสิร์ตเจ๊นี้ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะค่ะ ไอ้ประเภทที่เดินง่ายๆออกมาจากหลังเวที หยิบไมค์ขึ้นร้องเลยนี่ ไม่มีทางที่จะได้เห็นในคอนเสิร์ตอีเจ๊อย่างแน่นอน อีเจ๊รู้ตัวเองค่ะว่าอะไรที่คู่ควรกับเทอมากที่สุด
คอนเสปต์เพลงนี้คือเจ๊จะแสดงเป็นนักขี่ม้า แต่งองค์ทรงเครื่องได้สง่างาม เหมือนเตรียมจะไปแข่งโอลิมปิก ผิดตรงที่เทอไม่ได้จะไปขี่ม้า แต่จะไปขี่ผู้ชายแทน อีเจ๊จับแดนเซอร์หนุ่มๆแต่งตัวให้เหมือนม้า แล้วจัดการเอาแส้ฟาด เหมือนฟาดม้าเพื่อสั่งให้วิ่ง เป็นภาพที่ดู Kinky มาก แม้แต่ท่วงท่าขึ้นไปคร่อมขี่แดนเซอร์ อีเจ๊ก็ทำได้อย่างสง่างามราวกับขี่ม้าจริงๆ ขอชมตรงที่นำเพลง I Feel Love ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิคของ Donna Summer มาแทรกระหว่างเพลง ซึ่งเข้ากับเพลง Future Lover ได้เป็นอย่างดี ทำให้โชว์ของเพลงนี้ดูงดงาม และแปลกตา เรียกความน่าสนใจจากคนดูได้ดีมาก เหมาะที่จะเป็นเพลงเปิดตัว
จากนั้นต่อด้วย Get Together เป็นเพลงที่เทอโชว์การร้องได้ดีทีเดียว ตัวเพลงเอาไปทำรีมิกซ์ใหม่ได้อย่างน่าฟัง จากนั้นเจ๊ก็ปีนป่ายขึ้นไปบนเก้าอี้ที่เหมือนอานม้าอยู่ติดกับเสา เพื่อร้องเพลง Like A Virgin เทอโชว์การขย่มเสาและห้อยโหนได้ดูเซ็กซี่มาก ต่อจากเพลงนี้คือเพลง Jump ที่อีเจ๊ช่างโหดกับแดนเซอร์หนุ่มๆเป็นอย่างมาก เพราะแดนเซอร์แต่ละนายต้องออกมาโชว์กายกรรมผาดโผน ห้อยโหน ตีลังกา เหมือนลิงค่าง อีเจ๊สบายใจ ยืนร้องเพลง มองดูพวกแดนเซอร์ตีลังกาไป ยิ้มไป ซาดิสต์ซะมิมี อีเจ๊ก็ขอเปรี้ยวนิดส์นึง โหนราวตีลังกาไป 1 รอบ
ขึ้นช่วงที่ 2 เป็น Interlude ที่ให้แดนเซอร์แต่ละคน ออกมาวาดลวดลายโชว์การเต้นอย่างน่าดู เพลงนี้ชื่อว่า Confessions เป็นเพลงในแนว Spoken Word โดยมีเนื้อหาเป็นคำพูดที่เหมือนเป็นการสารภาพถึงตัวตนของแดนเซอร์แต่ละคน เป็นการแสดงที่น่าประทับใจ แม้ว่าโชว์นี้จะไม่เห็นหนังหน้าอีเจ๊ เพราะต้องไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอยู่ข้างหลังเวทีก็ตาม
จากนั้นถึงคิวอีเจ๊สารภาพ (บาป) บ้าง เทอปรากฎตัวมาบนกางเขนยักษ์ แล้วทำท่ากางเขนเหมือนท่าพระเยซูตอนถูกตรึงกางเขน อีเจ๊ยังสวมมงกุฎดอกส้มไว้บนหัวเหมือนพระเยซูอีกด้วย เพลงนี้สร้างความอื้อฉาวไปทั่วโลก ศาสนจักรถึงกับออกมาต่อว่าอีเจ๊ว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เหมือนที่เคยโดนตอนสมัยคอนเสิร์ต Blonde Ambition และเพลงนี้ยังถูกแบนในหลายประเทศ ถึงกับต้องมีการตัดเพลงนี้ออกไป บางประเทศอย่างสิงคโปร์ถึงกับสั่งแบนดีวีดีคอนเสิร์ตนี้ไม่ให้นำเข้ามาขายเลยทีเดียว ดัดจริตมากอีประเทศนี้ อีเจ๊ร้องเพลง Live To Tell โดยต้องการจะสื่อถึงปัญหาเกี่ยวกับเด็กกำพร้าในแอฟริกา และหลังจากนั้นอีเจ๊ก็แสดงให้โลกเห็นว่า เทอจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหนด้วยการรับเลี้ยงเด็กชาวมาลาวีในแอฟริกา เพื่อต้องการให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหานี้ ชนะเลิศค่ะเจ๊ขา
จากนั้นอีเจ๊ยังคงสื่อถึงปัญหาในเรื่องสงครามในเพลง Forbidden Love โดยให้แดนเซอร์ 2 นาง โชว์หุ่นล่ำ โดยจะทำสัญลักษณ์ที่หน้าท้องของแดนเซอร์ คนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาของอิสลาม อีกคนเป็นของศาสนายิว แล้วมาสวมกอดกัน เก๊ย์ เกย์ มาดอนน่าต้องการจะสื่อให้ยุติสงครามระหว่างชาวยิวและชาวอาหรับในปาเลสไตน์ซะ แล้วอีเจ๊ก็ดัดจริตเข้ามายืนแทรกระหว่างแดนเซอร์ทั้งสอง เหมือนจะสื่อว่าฉันยินดีทำหน้าที่เป็นนางงามมิตรภาพระหว่าง 2 ฝ่าย เมื่อไม่นานมานี้อีเจ๊ก็ลากสังขารไปถึงอิสราเอล ท่ามกลางสงครามในฉนวนกาซาที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือด ต๊ายยย อีเจ๊ขา มีชีวิตรอดปลอดภัยจากกับระเบิดในอิสราเอลก็บุญเท่าไหร่แร๊ววววว
จากนั้นเปิดตัวด้วยการเป่าขลุ่ยรูปทรงประหลาดในเพลง Isaac โดยนักร้องหนุ่มจากอิสราเอลที่มีชื่อเดียวกับชื่อเพลงนี้ เพลงนี้ร้องเป็นภาษาฮิบรูด้วยท่อนฮุคที่ติดปากว่า อีมะลิลาโลก อีมะลิ๊ลาโล๊กกก และมาดอนน่าก็ออกมาขับร้องเพลงนี้ได้อย่างทรงพลัง ต้องขอชมลีลาการเต้นประกอบของแดนเซอร์สาวในชุดหญิงอาหรับที่ปกปิดทั้งตัว ได้ใจเดี๊ยนไปเต็มๆ แต่ขอติตรงช่วงท้ายๆเพลงที่เอาแดนเซอร์ชายใส่ชุดออกแนวสปอร์ตๆ ออกมาเต้น ซึ่งจริงๆก็คือชุดที่จะใช้ใส่สำหรับเพลงต่อไปคือ Sorry แต่เสียใจมันช่างไม่เข้ากับชุดอาหรับของแดนเซอร์สาวเอาซะเลย เดี๊ยนแนะนำว่า ถ้าต้องการประหยัดค่าชุดแดนเซอร์ ก็ให้แดนเซอร์ถอดเสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยวไปเลย ยังจะดูเก๋กว่า
สไตล์การเต้นของอีเจ๊ในเพลง Sorry เหมือนในเอ็มวีมาทั้งกะบิ คือท่าแหกจิ๋มแถไปกับพื้น อีเจ๊กางขาได้ 180 องศาแล้วบิดตัวไปมาบนพื้น เพื่อประลองโชว์เต้นกับพวกแดนเซอร์ เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงมิได้ นี่ถ้าตรงนั้นมันเกิดฉีกขาดขึ้นมาระหว่างการแสดง จะเล่นคอนเสิร์ตต่อไปยังไงค่ะ เลือดชุ่มสุดริด เห็นความทุ่มเทขนาดนี้ แฟนๆอย่างเดี๊ยนจะไม่ปลื้มได้ยังไง จากนั้นก็ต่อด้วยเพลง Like It Or Not เจ๊โชว์การร้องได้อย่างเหนือชั้น แต่มุขเดิมไปหน่อยนะค่ะ เต้นกับเก้าอี้ จะมีคอนเสิร์ตไหนหรือเปล่าค่ะ ที่อีเจ๊จะไม่มีเต้นกับเก้าอี้นะ ก่อนขึ้นช่วงที่ 3 เป็น Interlude ปิดท้ายช่วงที่ 2 โดยเอาเพลง Sorry (Remix) มารีมิกซ์ใหม่ ออกมาเก๋ไก๋ เนื้อหาต้องการจะสื่อเกี่ยวกับการทำสงคราม โดยมุ่งโจมตีไปที่ประธาธิบดีบุช (เหมือนเดิม) ว่าเป็นพวกกระหายสงคราม และกัดบุชว่าให้หุบปากซะ อีเจ๊ยังคงเปรี้ยวไม่เลิกนะค่ะ
ช่วงที่ 3 เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยเพลง I Love New York ด้วยลีลาการเล่นกีตาร์ (ที่ไม่รู้ว่าเล่นจริงหรือเปล่า) เจ๊เอาเพลงนี้มาทำเป็นร๊อคได้อย่างมันส์สะใจ ช่วงกลางๆเพลงยังขอแขวะบุชอีกครั้งว่า Suck George Bushs Dick แบบไม่เกรงกลัวอำนาจ (มืด) ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเล๊ยอีเจ๊ งานนี้บุชโดนไปแบบขนานใหญ่ จากนั้นต่อด้วยเพลง Ray Of Light ยังคงคอนเสปต์ร๊อคเหมือนเดิม แต่ที่เก๋คือเอาแดนเซอร์ผู้ชายออกมาเต้นแบบท่าหุ่นยนต์ ทำให้โชว์ดูมีสีสันขึ้น ไม่ใช่มีแค่อีเจ๊ยืนดีดกีตาร์อย่างเดียว ยังไม่สะใจ หลังจากนั้นอีเจ๊ออกมาวาดลวดลายเต้นแบบบ้าๆ กระโดดไปมา ในเพลง Let It Will Be แต่เพลงนี้ใส่ เทคนิคทางภาพเข้าไปมากเกิน ทำให้ภาพออกมาดูวุ่นวายชวนปวดหัวไปหน่อย อีเจ๊เรยดูเหมือนคนเสียสติไปเรย
จบจากเพลงนี้อีเจ๊ต้องลงไปนอนแผ่กลางเวทีและหายใจทางปาก เพราะใช้พลังงานไปมาก อีเจ๊ต้องแทบจะลากสังขารมาร้องเพลงช้าๆอย่าง Drowned World/Substitute For Love ที่อีเจ๊นั่งร้องไปเรื่อยๆ ช่วงนี้อีเจ๊ดูเหี่ยวแห้งไปนิด น่าเบื่อไปหน่อย แต่ก็เข้าใจว่าเจ๊คงเหนื่อยน่าดู จากนั้นอีเจ๊ก็โชว์เล่นกีตาร์อคูสติกในเพลง Paradise (Not For Me) โดยให้ Isaac ออกมาร้องคู่ด้วย แถมร้องเป็นภาษาฮิบรูอีก ทำให้เพลงนี้กลายสภาพเป็นเหมือนเพลงสไตล์ตะวันออกกลาง ที่ดูขลัง ลุ่มลึก เป็นอีกโชว์ที่เรียบง่ายแต่กินใจ เอาชนะใจเดี๊ยนไปแบบเต็มๆ
ภาพรวมของช่วงที่ 3 ถือว่าเป็นช่วงที่อีเจ๊โชว์การร้องและการเล่นดนตรีเป็นหลัก และนี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าอีเจ๊ไม่ได้มีดีแค่เต้นเก่งเอนเตอร์เทนคนดูเป็นอย่างเดียว โชว์ในช่วงนี้แม้จะไม่ค่อยมีการเต้นที่มีสีสัน แต่เจ๊ก็ยังสามารถเอาคนดูได้อยู่หมัด
ขึ้นช่วงที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของคอนเสิร์ตนี้เลยก็ว่าได้ เปิดตัวด้วยเวทีที่มีสีสันในแบบดิสโก้ ในเพลง Music Inferno ในช่วงต้นเพลงแดนเซอร์ออกมาวาดลวดลายการเล่นโรลเลอร์เบลด ได้น่าดูชม อีเจ๊ปรากฎตัวในชุดสูทขาว แบบ John Travolta ในเรื่อง Saturdays Night Life เป็นอีก 1 โชว์ที่ประทับใจ
แต่ไฮไลท์ของจริงคือเพลงต่อจากนี้นั่นคือ Erotica ซึ่งเป็นโชว์ที่เดี๊ยนโปรดปรานมากที่สุดในคอนเสิร์ตนี้ ให้ไปเลย 11 คะแนนเต็ม 10 อีเจ๊เปลื้องชุดสูทออก แค่ท่าถอดก็ได้ใจไปเต็มๆ เหลือชุดที่เป็นคล้ายๆชุดเต้นแอโรบิกเข้ารูปที่เน้นทุกสัดส่วน ถ้าหุ่นไม่ดีจริงๆ ใส่ชุดนี้คือความหายนะอย่างเดียว แต่สำหรับหุ่นที่ผ่านการเล่นโยคะและฝึกขมิบมาอย่างโชกโชนของอีเจ๊ ชุดนี้ทำให้เห็นรูปร่างของอีเจ๊ที่กระชับทุกสัดส่วนแม้แต่ตรงนั้น (อย่าจ้องตรงนั้นมากนักนะค่ะ เจ๊อาย) สไตล์ของชุดนี้ชัดเจนมากว่าอีเจ๊ได้แรงบันดาลใจจากวง Abba ซึ่งในยุคนั้น (ยุค 70 ) จะฮิตใส่ชุดสไตล์นี้ โดยเพลงนี้เจ๊เอามารีมิกซ์ใหม่ได้อย่างน่าฟัง และโชว์ลีลาการเต้นคู่กับแดนเซอร์ชาย ซึ่งเดี๊ยนจะชอบเป็นพิเศษอยู่แล้ว เวลาได้ดูเจ๊เต้นคู่กับแดนเซอร์ แถมในโชว์ ท่าเต้นบางท่าดูเหมือนเป็นท่าเต้นบัลเล่ต์ด้วยซ้ำ และต้องขอชมเทคนิคทางภาพ ที่ทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยท่าที่แดนเซอร์แบกเจ๊ยกขึ้นไป แล้วภาพที่อีเจ๊ทั้งแหกขาและเตะขายกสูง จะทำเป็น Slow Motion ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ดูสง่างามมาก ถือเป็นการโชว์ความเก๋าในฐานะราชินีเพลงป็อปได้อย่างไร้ที่ติ
อยากให้พิสูจน์จริงๆ ลองดูนะค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=TlopNnpSH-8
La Isla Bonita ในเพลงต่อมา อีกครั้งที่เจ๊มักจะเอาเพลงนี้มาเล่นในคอนเสิร์ตเกือบทุกครั้ง (นอกจากนี้ยังมีเพลง Holiday และ Like A Virgin ที่เล่นเกือบทุกครั้ง) มาคราวนี้เจ๊ยังคงใช้สไตล์การเต้นแบบละตินเหมือนตอน Drowned World Tour ซึ่งเป็นการสร้างสีสันได้อย่างน่าประทับใจ ประกอบกับการใช้เครื่องดนตรีที่เป็นเครื่องเคาะ กรับ ฉิ่งฉาบ ตีกันมัน เร้าใจ ในสไตล์ละติน เป็นอีกโชว์ที่เดี๊ยนประทับใจ จากนั้นต่อด้วย Lucky Star อีเจ๊ใส่ผ้าคลุมไหล่ที่เขียนคำว่า Dancing Queen แหมอีเจ๊นี่เข้าใจชมตัวเอง หน้าด้านจริงๆเร๊ยอีเจ๊ เพลงนี้เก๋ตรงที่รีมิกซ์เอาเสียงแซมเปิลของเพลง Hung Up ที่ยืมมาจากวง Abba ทำให้บรรยากาศเป็นดิสโก้ที่สมบูรณ์แบบ
จากนั้นปิดท้ายด้วยเพลง Hung Up เป็นเพลงปิดท้ายที่อลังการจริงๆ อีเจ๊ยังคงคอนเส็ปต์เหมือนในเอ็มวี มีทั้งแดนเซอร์วิ่งออกมาเต้นผาดโผนกระโดดจากอัธจรรย์คนดู , ท่าเต้นแบบชูมือขึ้นแล้วหมุนๆ (อ๊ายยย เพลงตอนเด็กๆ) ท่าเดิม , หรือแม้แต่ท่าข่มขืนขย่มวิทยุ ก็ยังเป็นมุขเด็ดในโชว์ มาดอนน่าเรียกให้ทุกคนร้องประโยคที่ติดหูอย่าง Time goes by so slowly ทำให้คนดูมีส่วนร่วมและสนุกสนาน บรรดากะเทยทั้งอีแอบอีเห็นทั้งหลายสาวแตกกันเป็นแถวๆ ปิดโชว์ได้อย่างประทับใจค่าตั๋วจริงๆ
สำหรับส่วนตัวเดี๊ยนเพลงที่เดี๊ยนประทับใจ (เป็นพิเศษ) เรียงลำดับจากมากที่สุดคือ Erotica , Paradise (Not For Me) , Future Love/I Feel Love , Isaac , La Isla Bonita และ Hung Up ได้คะแนนเต็ม 10 สำหรับภาพรวมของคอนเสิร์ตทั้งหมด เดี๊ยนขอให้คะแนน 9 เต็ม 10 ค่ะ
ในภาพรวมทั้งหมดถือเป็นคอนเสิร์ตที่เดี๊ยนประทับใจที่สุดคอนเสิร์ตหนึ่ง แม้ว่าอีเจ๊จะไม่ได้เต้นแบบบ้าพลังเหมือนสมัยสาวๆ แต่สิ่งที่เทอทดแทนคือ ความเก๋าและความสร้างสรรค์อันสุดบรรเจิด ที่ไม่เคยจางหายไปจากคอนเสิร์ตของเทอเรย และที่น่าประทับใจอีกอย่างคือโดยรวมแร๊ว เทอสามารถร้องสดได้ดีมาก ทั้งๆที่ต้องเต้นเหนื่อย แต่เสียงเทอก็ไม่ตกเรย อาจจะมีบางช่วงที่มีการแอดลิปอยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยประมาณแค่ 10 %
หลายๆคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีคนยอมเสียค่าตั๋วแพงๆไปดูคอนเสิร์ตของอีแก่นี่ ?? เดี๊ยนขอให้คนที่คิดแบบนั้น ช่วยกรุณาเบิ่งดูคอนเสิร์ตนี้สักนิด (อย่างน้อยสัก 1 รอบเต็มๆ) เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์แคบๆของคุณให้กว้างขึ้น และคำตอบทั้งหมดมีอยู่ในดีวีดีแผ่นนี้ค่ะ
_________________

My Blog
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=candyperfumegirl