Hellboy 2 : The Golden Army
กำกับ Guillermo del Toro
แสดงนำ Ron Pearlman, Selma Blair, Doug Jones, Luke Goss
แนว แอ๊คชั่น แฟนตาซี
9/10
By VJ
บทวิจารณ์เปิดเผยเนื้อหาของเรื่อง ควรชมภาพยนตร์ก่อนอ่าน*
ข้ามาเพื่อทวงสิทธิ์อันชอบธรรมที่เคยเป็นของข้า เจ้าชายนูอาด้ากล่าวเมื่อเขาแย่งชิงเอาชิ้นส่วนของมงกุฎที่ใช้ในการควบคุมกองทัพจักรกล ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ์และเปิดฉากสงครามระหว่างอมนุษย์ด้วยกันเพื่อกอบกู้อาณาจักรของตน สิ่งที่ Hellboy 2 : The Golden Army มีมากกว่าภาคแรกไม่ใช่แค่เงินทุนหลังคว้ารางวัลต่างๆ จาก Pans Labyrinth ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดดีไซน์ล้ำอันน่าตื่นตาตื่นใจ และไม่ใช่แค่พล็อตเรื่องของกลุ่มฮีโร่ผู้ไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ แต่เกียโลโม่ เดล โทโร่ได้แสดงวิสัยทัศน์อันน่าทึ่งไปพร้อมกับการสร้างหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ครบทุกความบันเทิงและแง่คิดที่คมคาย
The Golden Army ขยายโลกของ Hellboy จากภาคแรกให้กว้างมากขึ้น ด้วยการสร้างโลกของสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายให้ปะปนอยู่ในโลกมนุษย์ ผูกเรื่องราวให้ทั้งสองโลกทำสงครามและสงบศึกได้เมื่อมนุษย์ครองเมืองไป ส่วนเหล่าสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายก็ครองผืนป่า จนเมื่อป่าถูกทำลายและเหลือพื้นที่ให้เหล่าเทพต้องอยู่อย่างหลบซ่อนใต้พิภพ ความอดสูทำให้เจ้าชายนูอาด้าลุกขึ้นมาเพื่อกอบกู้อาณาจักรและแก้แค้นต่อสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ แต่แผนการล้างโลกของเจ้าชายผู้สังหารบิดาตนเองนั้นมีอันต้องถูกขัดขวางเมื่อเจ้าหญิงนูอาล่านำส่วนหนึ่งของมงกุฎที่ใช้ควบคุมกองทัพจักรกลหนีไปร่วมกับทีม BPRD ของเฮลบอย
ดูเผินๆ แล้ว หนังเหมือนจะไม่มีอะไรมากไปกว่าฮีโร่ออกมาสู้กะผู้ร้ายโครมๆ แล้วจบ ถ้านั่นจะเป็นความสนุกในการเป็นหนังแอ๊คชั่นซูปเปอร์ฮีโร่สักเรื่องหนึ่ง Hellboy 2 ก็ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ส่วนผสมอื่นในหนังยังแฝงเรื่องราวแนวอนุรักษ์ธรรมชาติไปจนถึงแง่มุมที่สะท้อนความคิดง่ายๆ เรื่องความแตกต่างของเผ่าพันธ์กับความถูกต้อง เพราะในขณะที่หนังดำเนินไปอย่างสนุกสนานชวนตื่นตาตื่นใจไปกับจินตนาการพิลึกพิลั่นของเดล โทโร่นั้น แต่ละบทตอนยังแฝงแง่คิดชวนตรองเอาไว้ด้วย
จากการเป็นฮีโร่ที่ต้องหลบซ่อนตัวและปฏิบัติการอย่างไม่เปิดเผยในรถขยะ เร้ดแสดงตนให้เป็นที่ประจักษ์ว่าเขาเป็นผู้ที่ช่วยเหลือมนุษย์ตาดำๆ (หรือจะเขียวหรือฟ้าก็ได้) เพราะเขาต้องการให้คนยอมรับในตัวเขา ต้องการจะมีตัวตนและมีค่าในสายตาคนที่เขาคอยกวาดล้างภัยที่จะคุกคามพวกเขา หนังสะท้อนตัวตนของเร้ดผ่านเจ้าชายนูอาด้าที่ต้องการแสดงให้โลกประจักษ์ถึงพลังแห่งทวยเทพและสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์คอยเบียดเบียน ที่สุดแล้วทั้งเร้ดและนูอาด้าต่างก็ต้องการแสดงให้โลกได้เห็นและรับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเขาทั้งสิ้น การที่เร้ดและพลพรรค BPRD ต้องอยู่ใต้ดินและเดินทางไปไหนๆ ด้วยรถขยะอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เป็นเพียงมุกตลก พวกเขากลายเป็นฮีโร่ที่น่ารังเกียจด้วยรูปลักษณ์และไม่มีใครสนใจต่อสิ่งที่เขาทำแม้ว่ามันจะเป็นการขจัดภัยอันตรายให้
แต่ถ้าจะคิดขำขำว่าหากในโลกแห่งความเป็นจริง ฮีโร่ในรถขยะที่คอยกวาดล้างความโสมมที่พวกเราทิ้งขว้างเอาไว้จะหันหน้าหนีเราไป โลกนี้ก็คงไม่สงบสุขแน่นอน
หนังเล่นกับประเด็นสะท้อนการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ทำออกมาได้สวยงามและชวนให้คิดมากๆ ในฉากที่เร้ดต้องลั่นไกทำลายสิ่งมีชีวิตสีเขียวที่ออกอาละวาดกลางเมือง ขณะที่เจ้าตัวเขียวถูกสั่งให้ทำลายเร้ด พระเอกของเราก็ถูกสั่งให้ทำลายมันเช่นกัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นความงดงามที่ก่อให้เกิดคำถามว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เหมือนกับสิ่งที่มนุษย์เราทุกวันนี้ทำลงไป บางครั้งเราก็คิดว่ามันถูกต้อง เรารับฟังจากใครคนอื่นว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่ได้ไตร่ตรองว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร คำพูดที่ว่า มันเป็นตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่เช่นเดียวกับเจ้า หากมันหายไปโลกจะไม่มีวันได้เห็นมันอีก กลายเป็นคำคมที่บาดลึกไม่น้อยเมื่อมองย้อนไปในสิ่งที่เราทำลงไปต่อโลกในทุกวันนี้ ได้ทำทั้งพืชและสัตว์รวมถึงแหล่งทรัพยากรของเราเองเหือดหาย จนกลายเป็นหายนะที่ย้อนคืนกลับมาทำร้ายเราในที่สุด
รอน เพิร์ลแมนกลับมารับบทลิงแดงที่ยังคงเก๋าเข้าท่าเหมือนเดิม นางเอกเซลม่า แบลร์ที่แม้ดูจะไม่มีบทบาทอะไรมากไปกว่าการเป็นภาพสะท้อนความเป็นคนของเร้ดแต่เธอก็ยังมี moment ดีๆ ในหนังอยู่ในฉากที่เผชิญหน้ากับยมทูต (ที่ดีไซน์สุดยอดมาก) ส่วนดั๊ก โจนส์ในบทเอ๊บ เซเปี้ยนนอกจากจะมีบทมากขึ้นแล้ว ในภาคสองยังได้พากย์เสียงตัวเองด้วยหลังจากที่ภาคแรกให้คนอื่นพากย์เสียงแทน (โจนส์ยังรับบทเป็นยมทูต และอำมาตย์ที่ต้องนรับเจ้าชายด้วย และถ้าใครยังไม่รู้เขานี่แหละที่เป็นร่างแบบของซิลเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ใน The Fantastic Four 2) บทหนังภาคสองมีพัฒนาการกว่าภาคแรกอยู่มากและยังใส่เรื่องรักโรแมนติกเข้ามามากขึ้น เชื่อว่าฉากเอ๊บกับเร้ดเมาเบียร์พร่ำพรรณาถึงหญิงสาวที่ตนรักจะทำให้เพลง Cant Smile Without You คงติดหูคนดูไม่น้อย ยิ่งตัวละครที่ผิดมนุษย์มนาเหล่านี้ทำอะไรที่มีหัวจิตหัวใจเท่าไหร่มันก็ยิ่งใช่เท่านั้น ตัวละครที่มาสร้างสีสันให้หนังภาคนี้คือโยฮัน เคราส์ที่แม้จะไม่เห็นหน้าตา แต่เสียงพากย์สำเนียงเยอรมันจ๋ากับท่าทียียวนก็ทำให้ฮาได้ไม่น้อยและโดนใจคนดูเอาทีเดียว ด้านลุค กอส และ แอนนา วอลตันในบท เจ้าชายนูอาด้าและเจ้าหญิงนูอาล่าก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน แม้ว่าลีลากังฟูของเจ้าชายดูจะเส้าหลินไปหน่อยก็ตาม
ประเด็นของหนังอาจจะอยู่ที่การตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและความต้องการในการที่จะเป็นที่ยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ก็คือความพยายามในการเรียกร้องสิทธิและแสดงออกถึงการมีตัวตนที่นำไปสู่ความโกลาหล ความเสียหาย และพังทลาย เจ้าชายต้องการเรียกร้องในสิทธิ์อันชอบธรรมที่ได้ตกลงกันไว้กับมนุษย์ว่าเมืองเป็นของมนุษย์และป่าเป็นของทวยเทพ แน่นอนว่าเมื่อป่าถูกคุกคามและไม่เหลือพื้นที่ใดให้สิ่งมีชีวิตในเทพนิยายได้สิงสู่อีกต่อไป ความพยายามในการกอบกู้สิ่งที่พวกเขาเคยเป็นเจ้าของย่อมได้รับความเห็นใจ ทว่า เจ้าชายเลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ผิดโดยใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ สุดท้ายความพยายามทั้งหลายก็กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ลุกลามจนทำลายทุกสิ่ง มันจะไม่ต่างอะไรกับการที่ชนชั้นบริหารเรียกร้องสิทธิ์ในสิ่งที่มิได้เป็นของเราอย่างชอบธรรมอย่างที่เราทำอยู่ โดยมิได้คำนึงความเป็นจริงที่ว่ามันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด นอกจากเป็นความพยายามที่สูญเปล่า หากเจ้าชายนูอาด้าคิดจะกอบกู้โลกของทวยเทพแล้วลงไปสัมผัสกับชีวิตใต้สะพานบรู้คลิน หากผู้บริหารบ้านเมืองจะวางมือจากเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วหันมาดูปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ว่าจะโลกไหน ของใคร หรือฝั่งใดก็ตาม ความผาสุขและก็คงมีทั่วแก่กันอย่างไม่ต้องมีอันให้สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
หนังทิ้งเชื้อไว้เพื่อต่อในภาคสาม ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นภาคที่น่าจับตามองด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งพล็อตที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าชะตาของโลกและเร้ดจะไปในทิศทางใด และเป็นที่น่าติดตามว่าจินตนาการของเดล โทโร่จะก้าวล้ำไปยิ่งกว่านี้หรือไม่ คำตอบคงอยู่ใน Hellboy 3 ไม่นานเกินรอ
_________________








