Mortal Kombat#2
หลังจากมอร์ทัลคอมแบ็ทครั้งแรกของ3ดิว่าอย่างมารายห์ แครีย์,เจนนิเฟอร์ โลเพซและวิทนี่ย์ ฮุสทันได้เปิดตัวใปพร้อมกับความประทับใจเกินคาดจากท่านผู้อ่าน เราก็มาต่อกับสังเวียนที่2กันเลยดีกว่าค่ะกับศึกบริทพ็อพแมตะนิรันดร์กาลช่วงปี94-95จากอัลบั้มชุด Parklife ของ Blur และ Definitely Maybe ของ Oasis ซึ่งก็เป็นอัลบั้มระดับตำนานแห่งเกาะอังกฤษประจำทศวรรษ90....สังเวียนี้เข้มข้นมันส์หยดแน่นอน
กฏกติกา : เหมือนเดิมคือตัดสินที่ "ความถูกใจ" ส่วนตัวล้วนๆ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับการกระหน่ำโพสท์ลิ้งค์อย่างบ้าคลั่งในเฟซบุ๊คส์ของดิฉันเช่นเคย รวมถึงจะได้รับการรีวิวอัลบั้มเต็มพร้อมกับปักหมุดเป็นเวลา2สัปดาห์.....เริ่ม!!!!
Oasis : Definitely Maybe : Alternative Rock
น้ำหนัก = 94%
แสนยานุภาพกราดเกรี้ยว
ย้อนไปเมื่อปี 1994 คอดนตรีคงจำกันได้ดีว่า Oasis เป็นวงร็อคน้องใหม่ซึ่งโด่งดังเจิดจรัสเป็นที่จับตาไปทั่วทุกหัสระแหงของโลกด้วยความสมบูรณ์แบบและดีจัดๆชนิดยากจะหาที่เปรียบของ Definitely Maybe สตูดิโออัลบั้มชุดแรกกับดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคเกรี้ยวกราดรุนแรงกระแทกกระทั้นที่ผนวกเอาจิตวิญญาณของร็อคแอนด์โรลเข้ากับพ็อพอย่างลงตัวฟังแล้วชวนให้อดคิดถึงยุค Beatlemania ในภาคที่ร็อคกว่าไม่ได้ตีคู่ไปกับภาคเนื้อหาชวนขบคิดให้ชาวโลกแซ่ซ้องสรรเสริญ บทสรุปทั้งมวลส่งผลให้ Definitely Maybe ของ Oasis เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดประจำทศวรรษ90ของอุตสาหกรรมดนตรีฝั่งอังกฤษเลยทีเดียว
แผ่แม่เบี้ย
1. อย่างที่บอกว่าเป็นงานที่ดีที่สุดงานหนึ่งประจำทศวรรษ90ของเกาะอังกฤษส่งอานิสงส์ให้เจ้าสองกัลลากอร์ชูคอขู่ฟ่อๆเห่ากัดชาวบ้านเขาได้เป็นนิจสิน....เห็นทีจะดังในระยาวที่อเมริกาก็แค่เรื่องความหยิ่งยะโสน่าหมั่นไส้น่าถีบนี่แหละ!.....ปากดีระดับแนวหน้าของสหราชอาณาจัรนี่เขาว่า!!!
2.เมื่อเทียบกับงานของ Blur ก็คงต้องบอกว่า "ควรค่าแก่การสรรเสรฺญไม่แพ้กัน" ถ้าไม่สนใจเรื่องคุณภาพหรือมองข้ามอคติที่มีต่อศิลปินก็คงต้องบอกว่างานชุดนี้ขอ Oasis เป็นอะไรที่ถูกจริตมากกว่าจนแม้แต่จะเกลียดขี้หน้าเจ้าสองลิงนั่นยังไงก็อดไม่ได้ที่จะต้องยอมรับว่า "ชอบอัลบั้มนี้มากจริงๆ!!!"
3.เป็นอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลต่อแรงบันดาลใจของคอดนตรีในระยะยาวโดยแท้ทุกวันนี้แม้ว่าอัลบั้มหลังๆของวงจะไม่มีใครสนใจพูดถึงแต่งานชุดนี้ก็ยังคงเป็นที่หยิบยกมาพูดถึงในแวดวงขอร็อคเสมอ...และทุกวันนี้ยังได้ยินพวกนักดนตรีแถบข้าวสารเขาเล่นเพลง Slide Away กับ Live Forever ไม่ยอมเลิกอยู่เลย
4. "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเชื่อเถอะว่าไม่มีใครลืมว่าครั้งหนึ่ง Oasis ได้สร้างผลงานชั้นยอดประดับโลกดนตรีไว้แล้ว" (นิตยสาร POP ฉบับที่100)
ตีงูต้องตีให้ตาย
1.แม้จะชอบอัลบั้มนี้มากแต่ส่วนตัวไม่ชอบOasisค่ะ ถ้าไม่มองเรื่องความดีของงานในอัลบั้มนี้ก็จะบอกว่า "สักนิ๊ดดดดดดดดคุณน้องก็ไม่ปลื้มพวกตัวจริงๆ!!!"
2.เทียบกับBlurแล้วแม้อัลบั้มนี้ดิฉันจะให้คะแนนเยอะกว่าแต่เอาจริงๆแล้วก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าเขามากมายหรอกนะ เพียงแค่โชคดีที่เนื้องานดันออกมาโป๊ะเช๊ะ!โคตรเป็นตัวแนสทิน่าเลยทีเดียว
3.ลีดส์กีตาร์ในบางเพลงนี่จะลากให้มันย้วยไปไหนคะเนี่ย? ไม่ปฏิเสธนะที่บางคนเขาเถียงมาว่า "ชัดเจน" กว่างานชุดหลังๆ....ที่พูดมามันก็ถูกแต่ส่วนตัวฟังแล้วก็อดรำคาญไม่ได้อยู่ดี (แต่อย่างน้อยก็ยังทำออกมาได้น่าฟังกว่าอีกหลายงานที่ดาหน้าอกมาให้คนเขาด่ากันทั้งโลกทีหลัง)
4.อยากจะฝากถึงไอ้สองลิงไว้ว่าแม้งานนี้ของพวกตัวมันจะดีจริงๆ แต่ก่อนจะไปแยกเขี้ยวเยี่ยวรดสาดน้ำลายใส่ชาวบ้านเขาไปมั่วๆสั่วๆนี่รบกวนช่วยหันกลับมาดูภาพรวมในระยะยาวของคุณๆนิดนึงนะคะ เพราะที่รอดมาได้ทุกวันนี้นี่เพราะ "บารมี" ล้วนๆหาใช่ "พัฒนาการ" ไม่เห็นแก่แฟนเพลงแต่อย่างน้อยก็ละอายวงอย่าง Manic Street Preachers,Blur ยันเด็กรุ่นใหม่ๆอย่างTravis,Keane หรือ Coldplay ที่ทำงานกันดีค่อนข้างจะคงเส้นคงวาบ้างเถิด
Finisher Moves
Rock'N'Roll Star เพลงเปิดอัลบั้มที่แพรวพราวมันส์ระยับด้วยเสียงกีตาร์เกรี้ยวกราดทรงพลังสะใจสุดพระเดชพระคุณฟังแล้วนึกถึงโพรเกรสซีฟร็อคของวงอย่าง The Beatles ในเพลง Sgt.Pepper's Lonely Heart Club Band อยู่เหมือนกัน ในขณะที่ Shaker Maker ก็เป็นอัลเทอเนทีฟร็อคที่เปิดม่านด้วยกีตาร์หม่นๆกระชากใจฟังแล้วแอบนึกถึง Nirvana ในภาคบริทพ็อพ สำหรับ Live Forever ก็เป็นเพลงเก่งประจำอัลบั้มที่ผู้ฟังไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงด้วยภาคเนื้อหาที่มองกันจริงๆแล้วขอโค้งคำนับว่า "ลึก" จนเป็นความง่ายที่แสนจะอัจฉริยะแถมด้วยท่อนฮุคที่โดดเด่นไพเราะทรงพลัง เช่นเดียวกันกับ Slide Away ที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นแทร็คสุดยอดของอัลบั้มในฐานะมาสเตอร์พีซและเพลงโลโก้ที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของ Oasis เป็นหนึ่งในเพลงที่สมบูรณ์แบบและทรงอิทธิพลที่สุดของทางวง เพราะมาก! ปิดท้ายด้วย Married With Children กับกีตาร์บริทพ็อพเพราะๆที่ฉีกออกมาจากอารมณืร็อคหนักหน่วงปวดโสตก่อนหน้านี้ได้อย่างดี แสดงให้เห็นกันชัดๆว่าเสียงของเจ้าเลียม "ไม่ได้เพราะ" หรือ "วิเศษวิโส" ใดๆทั้งสิ้น....โคตรจะธรรมดากลวงโบ๋...แต่มีเสน่ห์เหลือร้ายว่ะ!
คุณสมบัติกองเชียร์
1.แฟนเดนตายของ Oasis ที่พร้อมจะหยุดโลกไว้ที่ยุค90กับพวกเขา
2.อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนดายตายก็ได้เพียงแค่คุณชอบอะไรที่มันเป็นร็อคแบบร็อคจริงๆ --ไม่ได้ฟังเทย์เลอร์ มอมเซ็น,โจนัส บราเธอร์ หรือ เคที่ เพอร์รี่ย์แล้วมาบอกว่าเป็นร็อค -- โดยไม่สนใจลูกเล่นใดๆขอให้มันร็อค มันเร้าใจ มันหม่นดิบเกรี้ยวกรา สแตนเชียร์ของคุณอยู่ทางนี้
3.พวออนุรักษ์นิยมไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง รักศิลปินในแบบที่รู้จักเมื่อแรกพบโดยไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในผลงานใดๆ
4. พวออารมณ์รุนแรง มีจุดดำ มีด้านมืดในจิตใจ ชอบทำตัวมีปัญหาต้องการระบายไปยันเรียกร้องความสนใจมาเจอพวกที่มีปัญหาพอๆกันอย่างไอ้สองลิงนี่ต้องชอบแน่ๆ ว่าแล้วก็อย่าลืมไปหา (What's TheStory) Morning Glory?,Don't BelieveThe Truthหรือแม้แต่ Time Files...1994-2009 มาฟังกัน
Blur : Parklife : Brit-Pop
น้ำหนัก = 91%
ประวัติศาสตร์หน้าใหญ่แห่งบริทพ็อพ
เมื่อพูดถึง Blur สิ่งที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบหัวข้อมนทนาในหมู่คณะทุกครั้งไม่ได้ขาดก็คืออัลบั้ม Parklife งานดนตรีที่เปรียบเสมือนอัลบั้ม "เพลงชาติ" แห่งวงการบริทพ็อพของทางวง ด้วยค่าที่ผสานวัฒนธรรมทางดนตรีอันหลากหลายตั้งแต่พ็อพ ร็อค เต้นรำ แจ๊ซซืและพั้งค์ลงสู่นิยามของภาคดนตรี "อัลเทอเนทีฟร็อค" หรือที่คอเพลงร็อคอังกฤษเรียกกันติดปากว่า "บริทพ็อพ" ได้อย่างครบครันไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายนอกจากนี้ยังสะท้อนถึงมุมมองต่อชีวิตของชนชั้นกลางชาวผู้ดีได้อย่างเจ็บแสบยันลามปามไปก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางภาษาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแวดวงดนตรีสหราชอาณาจักร ขนไม่เกินความจริงแต่อย่างใดที่จะกล่าวว่า "หากคอนเส็ปท์อัลบั้มชุดแรกของโลกอย่าง Sgt.Pepper's Lonely Heart Club Bands ของThe Beatles เปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรีพ็อพกระแสหลักเช่นไร อาณาจักรบริทพ็อพก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไปหลังจาก Parklife กำเนิดขึ้นสู่โลกเช่นนั้น"
ผลงานชิ้นโบว์แดง
1.อีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นปรากฏการณ์ระดับตำนานของแวดวงดนตรีฝั่งอังกฤษช่วงทศวรรษ90 แสดงให้เห็นถึงกึ๋น พัฒนาการและการระเบิดศักยภาพอย่างถึงขีดสุดของ Blur ต่อยอดไปสู่พัฒนาการอันน่าประทับใจไม่หยุดยั้งในอัลบั้ใชดหลังๆ
2.เทียบกับงานของ Oasis ที่ยกมาส่วนตัวแม้จะไม่ถูกจริตเท่าแต่ในแง่ของความเก๋าพูดได้เต็มปากว่า "ไม่ก้มหัว" ให้อีกฝั่งง่ายๆแน่นอน
3.เป็นงานดนตรีที่ทรงอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของคนเจเนอเรชั่นในอย่างแท้จริงประกอบกับเป็นช่วงที่วงการบริทพ็อพกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดพอดี
4.ไม่ได้ติดตามข่าวสารของ Blur ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าวงนี้บึ้มไปเรียบร้อยรึยังเพราะถ้าจำไม่ผิดงานชุดล่าสุดเห็นจะเป็นช่วงต้นๆปี2000 แต่เชื่อเถอะไม่มีใครลืมพวกเขาในฐานะ "หนึ่งในวงบริทพ็อพที่เก่งที่สุด" เท่าที่เกาะอังกฤษเคยมีมาแน่นอน
นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
1.ส่วนตัวไม่เคยสนใจBlurคือเป็นศิลปินที่ต่อให้งานดีขนาดไหนถ้าเลี่ยงได้ก็จะไม่หยิบขึ้นมาฟัง ถึงOasisนี่จะเข้าขั้นไม่ชอบเลยแต่ก็ยังอยู่ในความสนใจนะ
2.มีบางจุดในแง่ของเอกภาพในงานชุดนี้ที่ส่วนตัวเรายังรู้สึกว่าทำให้อารมณ์ร่วมที่มีค่อนข้างจะสะดุดอยู่
3.เชื่อมั้ยว่างานรีวิวชิ้นนี้เขียนขึ้นโดยการอุปมาตัวเองให้ย้อนไปมีมุมมองแบบคอดนตรีบริทพ็อพในยุคนั้น แต่ถ้าถามว่าเมื่อย้อนกลับมาสู่สถานะปัจจุบันแล้วรู้สึกประทับใจแสนสาหัสเท่าที่เขียนไปข้างต้นมั้ย? คงตอบได้แค่ว่าเป็นงานเขียนที่เขียนไปตามมุมมองของโลกแค่นั้น
4.บางคนบอกว่าอัลบั้มชุดนี้ของ Blur ดีกว่าแต่ส่วนตัวฟังในฐานะที่ไม่ได้เป็นแฟนของใครสักวงเห็นว่า "พอๆกัน" ในเรื่องของเนื้องานทั้งสองชุดที่เอามาเทียบ.....แต่ถ้าถามว่าวิสัยทัศน์สองวงนี้ใครเจ๋งกว่าต้องตะโกนตอบดังๆว่า Blur กินขาด
Finisher Moves
ถ้าถามว่าคิดถึงเพลงไหนเป็นเพลงแรกในงานชุดนี้ขอตอบว่าไทเทิ่ลแทร็คอย่ง Parklife แน่นอน อ้างอิงจากคอลัมน์ "Live Forever : Music โดยคุณฐกฤต รุ่งเรืองธัญญา จากนิตยสาร Alert" ท่านให้ข้อมูลมาว่าเป็นแทร็คที่สร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมได้โดดเด่นที่สุดจนก่อให้เกิดกระแสนิยมสำเนียง Estuary English ที่มาพร้อมกับเสียงร้องของเดม่อน อัลบาร์น มาที่ตัวดิฉันเองประทับใจเพลงนี้ที่การเรียบเรียงด้วยการตัดสลับท่อนพูดของฟิล แดเนียลส์นักแสดงจาก East Enders กับท่อนฮุคที่ทรงพลังโดดเด่นดีแท้ End Of A Century กับ This Is A Low สองแทร็คบริทพ็อพเมโลดี้สวยๆสุดไพเราะดูเรียบง่ายตามพิมพ์นิยมของบริทพ็อพในยุคนั้นแต่ก็เป็นอะไรที่กินใจสุดๆ เพลงอื่นๆที่ชอบมากก็มี Bank Holiday ที่ฉีกออกไปเป็นแนวพั้งค์ร็อคกราดเกรี้ยวสับกีตาร์มันส์ระยับ เก๋ไก๋! Trouble In The Message Centre เป็นงานอัลเทอเนทีฟร็อคสุดบรรเจิดที่ผนวกลูกเล่นของซาวนด์Futuristicจากสรรพสำเนียงโรโบติคเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาเข้ากับจิตวิญญาณของฮารด์ร็อคติดพั้งค์หนักหน่วง Jubilee กับ Tracy Jacks ก็เป็นอีกสองเพลงที่ติดหูมากจนกู่ไม่กลับ ปิดท้ายด้วย Girls&Boys ซิงเกิ้ลเปิดอัลบั้มที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในฐานะเพลงที่เรียกได้ว่า "ดังที่สุด" ของวงเลยก็ว่าได้ -- ขนาดPet Shop Boys ที่มารีมิกซ์เพลงนี้ยังหยิบขึ้นไปเล่นในคอนเสิร์ตตัวเองเลย -- เป็นงานลูกผสมที่หลอมเอาพ็อพ ร็อค แด๊นซ์และพั้งค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวตีซี้เกี่ยวก้อยไปกับท่อนคอรัสแรงๆโดดเด่นและเนื้อหาเจ็บแสบกระชากใจ เป็นเพลงที่ชอบทื่สุดแล้วของงานชุดนี้!!!!
คุณสมบัติกองเชียร์
1.พวกที่ออกตัวว่าเป็นคอ "บริทพ็อพ" แต่ถ้ายังไม่เคยฟังงานชุดนี้นี่ก็ต้องบอกว่าชีวิตการฟังบริทพ็อพของคุณยังไม่สมบูรณ์ดีนะคะ
2.บริโภคกึ๋นไปพร้อมกับความหลากหลายผูดมิตรกับงานดนตรีที่มีสีสันละลานตาและรสชาติมากมายให้เลือกชิม
3.ดีหรือไม่ดีไม่รู้แต่ถ้าอัลบั้มไหนได้รับยกย่องให้เป็นตำนานหรือขึ้นหน้าประวัติศาสตร์คุณก็พร้อมที่จะเนียนแห่แหนไปด้วย -- ทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะยังไม่ได้ฟังแต่ก็ทำเป็นปลาบปลื้มไปก่อน -- เพื่อนที่คุณจะได้เป็นคนที่เก๋
4.พวกติ๊สท์ๆศิลป์ๆหาแรงบันดาลใจจากงานดนตรีนี่แหละเหมาะนัก อัลบั้มนี้มีวัตถุดิบเก๋ๆที่จุดดประกายไอเดียให้คุณมากมายไปยันตราบเท่าที่สิ้นลมเลยทีเดียว
Credit : ขอบคุณคุณฐกฤติ รุ่งเรืองธัญญากับนิตยสาร Alert สำหรับข้อมูลเก๋ๆที่ดิฉันขออนุญาติหยิบยกขึ้นมาประกอบรีวิวพาร์ทนี้ ^ ^
เร็วๆนี้

แก้ไขล่าสุดโดย Armand D'Angouleme เมื่อ Sat Jan 01, 2011 6:57 am, ทั้งหมด 21 ครั้ง





