|
|
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
CaliforniaGurls
FF>>Member มือใหม่หัดโพสต์

เข้าร่วม: 19 Dec 2010
ตอบ: 369
ที่อยู่: California
|
2 คนนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากค่ะ
_________________
|
| Thu Feb 17, 2011 12:10 am |
|
 |
อิลลูมินาติ
FF>>Member Cool

เข้าร่วม: 30 Sep 2010
ตอบ: 4612
|
อ่านจบเเล้วค่ะ แลดูเนื้อหาหลังๆ อีก้าจะโดนด่าเยอะนะค่ะ จิงๆ อีก้าเก่งเรื่องธุรกิจมากๆค่ะ
_________________
|
| Thu Feb 17, 2011 1:01 am |
|
 |
Stereosonic
FF>>Member ระดับเริ่ด

เข้าร่วม: 26 Feb 2007
ตอบ: 21914
|
รักบริทจนพูดไม่ออก
_________________
|
| Thu Feb 17, 2011 11:56 am |
|
 |
K u r 0chAn™
FF>>Member ระดับไฟแรง

เข้าร่วม: 09 Jan 2011
ตอบ: 9723
ที่อยู่: LOONAVERSE
|
ชอบอีก้าแค่ช่วงปอกกะเฝดถึงเลิฟเกมเท่านั้นแหละ ตอนนั้นยังไม่แก้ผ้า ยังใส่เสื้อผ้าครบทุกชิ้นเหมือนมนุษย์มนา ยังไม่ใช้เกย์ ตุ๊ด กระเทย ทอม ดี้ เป็นเครื่องมือหากิน ส่วนบริทไม่ต้องพูด Princess Is Princess No One Can Replace Her.
_________________
|
| Thu Feb 17, 2011 4:18 pm |
|
 |
REDIO GAGA
FF>>Member Cool

เข้าร่วม: 15 Oct 2010
ตอบ: 3704
ที่อยู่: ทางช้างเผือก
|
|
| Thu Feb 17, 2011 5:40 pm |
|
 |
น้องโกดี้ ทวิกกี้ มาเรีย
FF>>Member ระดับเริ่ด

เข้าร่วม: 20 Nov 2010
ตอบ: 15428
ที่อยู่: รักมากๆ
|
 Re: ช่วงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ BS และ J GAGA
เจ้เปียบางกะปิ พิมพ์ว่า:http://www.youtube.com/v/mCU9KUVncYI?fs=1&hl=en_US
[flash width=640 height=480] http://www.youtube.com/v/qrO4YZeyl0I?fs=1&hl=en_US[/flash]
บริทนีย์ 3 ทศวรรษในวงการ
เจ้าหญิงเพลงป๊อป โด่งดังกับซิ้งเกิ้ล BABY ONE MORE TIME
บริตนีย์ ได้ร่วมงานกับ แม็กซ์ มาร์ติน โปรดิวเซอร์จากสวีเดนที่สร้างชื่อให้กับแบ็คสตรีท บอยส์และ เอริค ฟอสเตอร์ ไวต์ ที่เคยร่วมงานกับ วิทนีย์ ฮูสตัน มาแล้ว เพลงแรกที่เริ่มบันทึกเสียงกันคือ เบบีวันมอร์ไทม์ เป็นการประกาศตัวในฐานะนักร้องหญิง
[แก้] 2541 – 2543:พรมแดงแห่งเจ้าหญิง
ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง Baby One More Time
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกของเธอ Baby One More Time สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดของสหรัฐอเมริกา [4] ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้เธอ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเราด้วย โดยนิตยสารโรลลิงสโตนและเอ็มทีวีได้จัดอันดับเพลงนี้ให้อยู่ในลำดับที่ 25 ของ 100 เพลงป๊อปที่ดีที่สุดตลอดกาล
สำหรับ ...Baby One More Time อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกันกับซิงเกิลเปิดตัวได้ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี พ.ศ. 2542 โดยตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 1 ใน บิลบอร์ดชาร์ต สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยม [4]
* "Sometimes" ซิงเกิ้ลต่อมา ติดอันดับ 5 ในอังกฤษ
* "(You Drive Me) Crazy" ขึ้นอันดับ 10 ในอเมริกา และ อันดับ 5 ในอังกฤษ
* "Born to Make You Happy" ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษได้
ในอัลบั้มชุดนี้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 2 สาขาคือ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และศิลปินเพลงป็อปหญิงยอดเยี่ยม
ยังได้รับหลายรางวัลดังนี้
* รางวัลนักร้องหญิงดีเด่น (Best Female Artist)
* รางวัลศิลปินหน้าใหม่ดีเด่น (Best Breakthrough Act)
* รางวัลการแสดงป็อปดีเด่น (Best Pop Act)
* รางวัลเพลงดีเด่น (Best Song)
งานเอ็มทีวี ยุโรป มิวสิก อวอร์ดสที่ดับลิน
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้มชุดแรก บริตนีย์ก็กลับเข้าสตูดิโอในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2542 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ Oops!... I Did It Again ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดที่ 2 เพลงOops!... I Did It Again สามารถขึ้นสู่อันดับสูงที่สุดในอเมริกา และอัลบั้มขายขายดีอันดับ 1 โดยสัปดาห์แรกสามารถขายได้ถึง 1.3 ล้านหน่วย ซิงเกิ้ลต่อๆมา "Lucky", "Stronger"และ "Don't Let Me Be The Last To Know" ทุกเพลงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี
[แก้] เปิดตัวราชินี
ปี 2000 บริทนีย์ได้ขึ้นการแสดงของงาน เอ็มทีวี มิวสิกอวอร์ด 2000 ที่เธอได้ขึ้นไปร้องเพลง Oops! i did it again แบบรีมิกซ์โดยเปิดตัวในชุดเรียบสีดำและเมื่อร้องไปได้ไม่นาน เธอได้เปลี่ยนชุด เป็นชุดยาวสีขาวแทน โดยมีนัยว่า "บริตนีย์ ไม่ได้เป็นเด็กสาวอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้หญิงเต็มตัว"
[แก้] 2544 – 2547: ราชินีป็อปแดนซ์
เดือนพฤศจิกายน 2544 เธอออกอัลบั้มชุดที่ 3 "Britney" เปิดตัวที่อันดับ 1 ในอเมริกาโดยยอดขายในสัปดาห์แรกคือ 746,000 แผ่น มีซิงเกิ้ลแรกคือ "I'm a Slave 4 U" ที่ The Neptunes มาช่วยแต่งและโปรดิวซ์ให้ ถึงแม้ว่าตัวอัลบั้มจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นเคย แต่เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนาฝีมือ โดยบริตนีย์ได้ร่วมแต่งเพลงในอัลบั้ม 5 เพลง
ใน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2545 เธอได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว ชื่อเรื่องว่า ครอสโรดส์ (Crossroads) ต่อมาในเดือนมีนาคม เธอได้ประกาศเลิกจัสติน ทิมเบอร์เลคที่คบกันมานาน
ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Dream Within a Dream Tour ที่เม็กซิโก บริตนีย์ได้หยุดเล่นคอนเสิร์ตกลางคัน อันเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและเมื่อจบทัวร์ บริตนีย์ได้ออกมาประกาศเธอต้องการจะหยุดพักชั่วคราวในปีนี้เอง ความสำเร็จขอบริตนีย์ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อนิตยสาร ฟอร์ส ได้จัดอันดับเธอให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
เธอได้ร่วมแสดงในงาน เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 2003 ร่วมกับมาดอนน่า และ คริสติน่า อากีเลร่า ในเพลง "Like a Virgin/Hollywood" โดยมาดอนน่าได้จูบ บริตนี่ย์ ก่อนที่จะจูบ คริสติน่า อากีเลร่า เป็นข่าวที่สร้างประแสให้กับคนทั้งโลก
บริตนีย์ สเปียรส์ ปี 2003
พฤศจิกายน 2546 เธอได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 "In the Zone" แนวเพลงมีการเพิ่ม synthpop มากขึ้น ยังได้ศิลปินชื่อดังอย่าง Moby และ R. Kelly มาช่วยแต่งเพลงด้วย In the Zone ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรกด้วยยอดขายมากกว่า 609,000 แผ่น ทำให้เธอได้เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่มีการเปิดตัวอัลบั้มเในชาร์ทอันดับ1 ถึง 4 อัลบั้ม
* ซิงเกิ้ลแรก"Me Against the Music" โดยทำงานร่วมกันกับ มาดอนน่าโดยสร้างปรากฏการฮิตต่อเนื่องโดยสามารถอยู่บนชาร์ตของ TRL เป็นเวลากว่า 9 สัปดาห์
* ซิงเกิ้ลที่ 2 "Toxic" เป็นเพลงที่สร้างความสำเร็จให้กับอัลบั้มนี้เป็นอย่างมากสามารถเข้ามาอยู่ในท็อปเทนของบิลบอร์ด ฮ็อต 100
* ซิงเกิ้ลที่ 3 "Everytime" สามารถเข้าสู่ท้อปชาร์ตอังกฤษ โดยขึ้นอันดับ 1 อย่างสง่างาม โดยยอดขายรวมของอัลบั้มนี้ขายได้กว่า 10 ล้านก๊อปปี้
ในปีเดียวกันนั้นเธอก็มีคอนเสิร์ตจากอัลบั้มIn The Zone ชื่อว่า The Onyx Hotel Tour ถือได้ว่าเป็นคอนเสริตเดียวที่ติดเรทและไม่มีการบันทึกการแสดงสดเลย ยดเว้นการถ่ายทอดและการบันทึกเทปของผู้เข้าชมเท่านั้น โดยเป็นคอนเสริตแรกของบริตนีย์ที่เปิดจองบัตรเพียง 26 นาทีแรกของวันแรกก็สามารถจำหน่ายบัตรได้หมดทุกที่นั่ง แต่หลังจากการเล่นคอนเสริตที่ นิวยอกซ์ได้มีการถ่ายมิวสิกวีดีโอใหม่ ซึ่งบริตนีย์ได้รับอบัติเหตุจนไม่สามารถเล่นคอนเสริตต่อได้ จึงยกเลิกทัวส์ที่เหลือทั้งหมด และทัวร์นี้ของเธอก็ได้ทำลายสถิติคอนเสิร์ต Britney Spears live in Las Vegas "Dream within a dream tour" ของตัวเอง ทำรายได้มากกว่าเดิม 113 ล้านเหรียญสหรัฐ
บริตนีย์ออกผลงานรวมฮิตที่มีชื่อว่า Greatest Hits: My Prerogative อัลบั้มขึ้นอันดับ 4 ได้มีการร้องเพลงใหม่เพิ่มในชื่อเพลง "My Prerogative" และ "Do Somethin'" การวางขายในอเมริกาสามารถจำหน่ายได้มากถึง 255,000 แผ่นภายในสัปดาห์เดียวและนี่เป็นอัลบั้มที่สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 8 ล้านแผ่นทั่วโลก ได้รับการขายที่เรียกว่า แพตตินัม
[แก้] 2550 - 2551: กลับสู่เวที
บริตนีย์ สเปียรส์ ออกซิงเกิ้ลใหม่ คือ Gimme More ซึ่งเป็นซิงเกิลนำในอัลบั้มที่ 5 โดยเธอได้แสดงในงานเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2007 แต่ด้วยการจากเวทีของเธอยาวนานเกินไป จนทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการเป็นแฟนคลับ และ เป็นการเปิดตัวที่แย่ที่สุด แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ยืนมือมาช่วยเธอเพื่อกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง โดยการทำให้หลายคนยอมรับ โดยหนังในนิตยสาร Us รายงานว่า "มันเลวร้ายเสียจนตัวเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสียต่อการแสดงของเธอเมื่อ เข้าไปหลังเวที แต่เธอจะทำอะไรได้เมื่อการแสดงที่เธอหวังจะใช้มันเรียกคืนวันเก่าๆ ของเธอกลับมาได้ส่งไปสู่สายตาชาวโลกนับล้าน" [5] แต่ขณะที่กรรมการรายการอเมริกันไอดอลอย่าง ไซมอน โคเวล ออกมาให้ความเห็นว่า "เธอขโมยความสนใจของงานนั้นไปทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะปลื้มมันหรือไม่ เพราะสิ่งที่คุณได้ยินหลังจากวันนั้นจะมีแต่เรื่องของเธอเท่านั้น มันไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุด เธอยังไม่พร้อมสำหรับมัน แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับตัวเธอมากกว่าศิลปินคนใดบนโลกใบ นี้ใน 48 ชม.ที่ผ่านมาก็แล้วกัน" [6]
Gimme More เพลงนี้โปรดิวซ์โดย เนท “แดนจา” ฮิลส์ ( ที่เคยทำงานกับเนลลี เฟอร์ทาโด และ ทิมบาแลนด์ มียอดขายดาวน์โหลดที่ iTunes มากถึง 179,000 โหลดในสัปดาห์แรกส่งผลให้เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ททันที เพลงนี้ขึ้นจากอันดับ 68 เป็นอันดับ 3 ในชาร์ทบิลบอร์ด
อัลบั้ม Blackout วางแผงในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2007 หลังจากที่เพลงของเธอถูกมือดีปล่อยงานเพลงของเธอทางอินเทอร์เน็ตหลายเพลง แต่เป็นเดโมที่ตักต่อยังไม่เสร็จทำให้ต้นสังกัด Jive Record ต้องเลื่อนการวางแผงอัลบั้มของเธอจากเดิมไปเป็นวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 โดยมีการเพิ่มรานยการตัดต่อเพลงเพิ่มเข้าไปใหม่ โดยผลงานชุดนี้ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงมือดีหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เพลง ‘Heaven on Earth’ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง Freescha และ Kara DioGuardi ที่สร้างชื่อจากเพลง ‘Walk Away’ ของเคลลี่ คลาร์กสัน
ซิงเกิ้ล 2 เพลง "Piece of Me" โปรดิวซ์โดย Bloodshy & Avant โดยเพลงนี้เป็นเพลงส่วนตัวที่สุดเท่าที่บริตนีย์ร้องมา โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่จากช่วงชีวิตที่ตกต่ำของเธอนั้นเอง เช่นกัน นิตยสาร Entertainment Weekly ของอเมริกา พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่าเป็นเพลงที่ “ดุดัน” และ “ส่วนตัว” มากที่สุดเพลงหนึ่งของบริตนีย์ //เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่นักข่าวคอยจับตามองเธอในทุกย่างก้าว ไม่ว่าเธอจะขยับตัวทำอะไรก็เป็นข่าวตลอดเวลา (I’m Miss American dream Since I was seventeen don’t matter if I step on the scene or sneak away to the Philippines they still gon put pictures of my derriere in the magazine You-want-a-piece-me?) // จากผลงานชุดนี้เองทำให้เธอได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2008ในสาขาวิดีโอแห่งปี อีก 2 รางวัลคือ วิดีโอจากศิลปินหญิงยอดเยี่ยม และ วิดีโอเพลงป๊อปยอดเยี่ยม จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Piece of Me"[7] โดยทำให้ทุกคนแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรแต่ถ้าพร้อมที่ยอมรับมันก็ จะมีคนคอยช่วยเหลือคุณอยูเสมอ โดยทั้งความพยายามของ บริตนีย์ และ ต้นสังกัด Jive เองก็ได้ช่วยเหลือกันเพื่อทำให้กลับมาที่จุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีแฟนคลับของเธอบางคนที่เลิกขอบเธอ หันไปชอบนักร้องคนอื่นแทน แต่ก็ยังมีแฟนคลับหลายๆคนที่เฝ้ารอให้บริตนี่ย์กลับมาเป็นบริตนี่ย์ที่ดี สวย เก่ง เมือนเดิม
[แก้] 2551-2552 กลับสู่วงการ
ปีค.ศ. 2008 บริตนีย์ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อว่า เซอร์คัส ที่มีซิงเกิลแรกอย่าง "วูแมนไนเซอร์" ซึ่งสามารถขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด เช่นเดียวกับตัวอัลบั้ม เซอร์คัสขึ้น อันดับหนึ่งในชาร์ต ฝั่งอัลบั้มได้ในสัปดาห์ที่วางจำหน่าย พร้อมทั้งการตอบรับการรายการต่างมากมายทั้งอเมริกาและทางฝั่งเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลี มีความสนใจในอัลบั้มใหม่นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีการเชิญบริตนีย์มาแสดงสดหลายรายการ เช่น Hallo Amaticar และรายการหลายรายการก็รวมกันโปรโมตอัลบั้มนี้เป็นอย่างมาก ในเดือนเมษายน2008 ได้มีการประกาศแสดงคอนเสริตโดยมีนักน้องรับเชิญ PCD พุชชี้แคช และเวทีที่ออกแบบได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจากการวางขายบัตรสามารถทำยอดได้มากที่สุดในคอนเสริตทั้งหมดของ ปี 2009 ถึงแม้ว่าคอนเสิร์ตนี้บริตนี่ย์จะลิปซิ้งค์ซะส่วนใหญ่ แต่คอนเสิร์ตนี้ไปที่ประเทศไหนๆ บัตรก็จะขายหมดเกือบทุกรอบ
สรุปความสำเร็จของบริทนีย์มากมาย หนทางกว่าจะมาเป็นเจ้าหญิงได้ เธอเคยเป็นผู้หญิงที่เซกซี่ที่สุดของโลกในปี 2007 ที่ทุกคนกล่าวขานกันมากที่สุด
ไม่แม้แต่นั้นบริทนีย์ยังเป็นนักร้องที่ผู้คนให้ความสนใจในทุกเรื่องที่เป็นบริทนีย์
มาฝั่งเลดี้ กาก้าบ้าง
2005 - 2007: เริ่มต้นสู่อาชีพศิลปิน
กาก้าเซ็นสัญญาครั้งแรกกับค่ายเดฟแจม เมื่ออายุ 19 ปี แต่ 3 เดือนต่อมา ต้นสังกัดกลับถอนสัญญา ไม่นานหลังจากนั้น ผู้บริหารค่ายเดฟแจมได้แนะนำเธอให้รู้จักกับเรดวัน นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ที่เคยร่วมงานกับผู้บริหารคนนี้
เพลงแรกที่กาก้าร่วมแต่งกับเรดวัน คือ Boys Boys Boys ที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลง Girls Girls Girls ของ เมิทลีย์ ครือ และเพลง T.N.T. ของวง เอซี/ดีซี ที่ผสมผสานกัน เธอย้ายไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ในฝั่งตะวันออกทางใต้ และได้บันทึกเสียงหลายเพลงกับนักร้องฮิปฮอป แกรนด์มาสเตอร์ เมลล์ เมล เพื่อประกอบหนังสือเสียงสำหรับเด็ก The Portal in the Park ของ คริกเก็ต แคซีย์ เธอเริ่มตั้งวงร็อกในชื่อ สเตฟานี เจอร์มาน็อตต้า ซึ่งเป็นชื่อของเธอเอง ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัย[20] พวกเขาได้บันทึกอีพีเพลงบัลลาดที่แต่งเองในสตูดิโอใต้ร้านเหล้าแถบนิวเจอร์ซีย์ ต่อมาได้เล่นประจำที่คลับแถวดาวน์ทาวน์ ในฝั่งตะวันออกทางใต้[14] หลังจากนั้นกาก้าเริ่มเสพโคเคนเมื่อครั้งการแสดงนีโอ-เบอร์เลสก์ พ่อของเธอไม่เข้าใจเหตุผลที่ลูกสาวเสพยาและไม่อาจทนเห็นเธอในสภาพเช่นนั้นได้ จึงพาตัวเธอไปบำบัดจนสามารถเลิกได้[12]
ต่อมาโปรดิวเซอร์เพลง ร็อบ ฟูซารี เป็นคนช่วยเธอแต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลง โดยเขาเปรียบเทียบเสียงร้องของเธอว่าคล้ายกับเสียงของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี[12][21] ฟูซารีเป็นคนที่คิดชื่อในวงการให้เธอว่า เลดี้ กาก้า หลังจากได้ฟังเพลงเรดิโอ-กาก้า ของวงควีน ซึ่งตอนนั้นกาก้ากำลังอยู่ในระหว่างคิดหาชื่อเพื่อใช้ในการแสดง เมื่อฟูซารีส่งความถึงเธอว่า "Lady Gaga" สเตฟานีจึงตัดสินใจใช้ชื่อนี้[21] และเป็นที่รู้จักทั่วไปหลังจากนั้น
กาก้าร่วมแสดงบนเวทีอเมริกันลอลลาพาลูซ่า ค.ศ. 2007 กับเลดี้สตาร์ไลต์
อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า เรื่องที่ฟูซารีอ้างถึงที่มาของชื่อ "เลดี้ กาก้า" นั้นไม่เป็นความจริง และจริง ๆ แล้ว ชื่อ "เลดี้ กาก้า" ได้มาจากการพบกันทางธุรกิจกับเลดี้สตาร์ไลต์ ศิลปินแสดงสด ในค.ศ. 2007[22] และกาก้าได้ร่วมงานกับเธอนับแต่นั้นมา สตาร์ไลต์เป็นยังเป็นผู้สร้างสรรค์แฟชั่นบนเวทีการแสดงเองด้วย[23] ทั้งคู่เริ่มงานแสดงที่คลับในดาวน์ทาวน์นิวยอร์ก ชื่อ เมอร์คิวรี่เลานจ์ และเดอะบิตเทอร์เอนด์ รวมไปถึง เดอะร็อกวูดมิวสิกฮอล ด้วยความสามารถในศิลปะการแสดงสดและจำอวดของพวกเธอที่เป็นที่กล่าวขานแล้ว ทำให้เป็นที่รู้จักในชื่อ "การแสดงเบ็ดเตล็ดของเลดี้ กาก้าและสตาร์ไลต์" โดยถูกยกย่องว่าเป็น "การแสดงป็อป-เบอร์เลสก์ชุดสุดท้าย" การแสดงของกาก้าและสตาร์ไลต์มีกลิ่นอายของยุคคริสต์ทศวรรษที่ 1970 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 ทั้งสองได้รับเชิญให้ขึ้นแสดงสดบนเวทีในเทศกาลดนตรีอเมริกันลอลลาพาลูซา ค.ศ. 2007[24][25] การแสดงของพวกเธอในครั้งนั้นได้รับการตอบรับดีมาก และได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวก ด้วยความสนใจในการทดลองแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ กาก้าค้นพบความสามารถทางดนตรีในตัวเองเมื่อตอนที่เริ่มผสมทำนองดนตรีป็อปกับ เพลงแนวแกลมร็อกของเดวิด โบวี ลงในเพลงที่แต่งเอง[26]
กาก้าขณะแสดงที่ผับใต้ดินนิวยอร์ก
ฟูซารีนำเพลงที่เขาและกาก้าได้แต่งร่วมกัน ส่งให้เพื่อนของเขาที่เป็นโปรดิวเซอร์และผู้บริหารค่ายเพลง ชื่อ วินเซนต์ เฮอร์เบิร์ต เฮอร์เบิร์ตเซ็นสัญญากับกาก้าทันที ภายใต้สังกัดสตรีมไลน์เรคอดส์ ในเครืออินเตอร์สโคป[27] ในช่วงของการก่อตั้งค่ายเพลงค.ศ. 2007 เธอยกย่องเฮอร์เบิร์ตว่าเป็นผู้ชายที่เห็นความสามารถของเธอ และกล่าวว่า "ฉันรับรู้ว่า เราได้สร้างประวัติศาสตร์ป็อปอีกครั้ง และกำลังจะทำให้มันก้าวเดินต่อไป" กาก้าได้ทำงานเป็นนักแต่งเพลงหน้าใหม่ในค่ายเฟมัสมิวสิกพับลิชชิง แต่ต่อมาตกอยู่ภายใต้ความครอบครองของบริษัทโซนี่/เอทีวีมิวสิกพับลิชชิง[27] ดังนั้นเธอจึงถูกว่าจ้างให้แต่งเพลงให้กับบริทนีย์ สเปียร์ส และนักร้องร่วมค่ายอย่าง นิว คิดส์ออนเดอะบล็อก เฟอร์กี้ และวงพุสซี่แคทดอล[28] ระหว่าการเขียนเพลงให้กับอินเตอร์สโคป เอคอน นักร้องและนักแต่งเพลง ได้เห็นความสามารถในเสียงทรงพลังของเธอ เมื่อได้ร้องเดโมเป็นตัวอย่างสำหรับเพลงในแทร็กของเอคอน หลังจากนั้นเอคอนได้ขอร้องประธานบริษัทอินเตอร์สโคป-เกฟเฟน-เอแอนด์เอ็ม และจิมมี ไอโอวีนซีอีโอของบริษัท ให้เขาร่วมกับบริษัทได้ปั้นกาก้าให้เป็นนักร้องร่วมกัน และให้เธอเซ็นสัญญากับเขาภายใต้ค่าย คอนไลฟ์ดิสทริบิวชัน เอคอนเรียกเธอว่า "แฟรนไชส์เพลเยอร์" กาก้ายังคงร่วมงานกับเรดวันต่อไปในสตูดิโอ เพื่อร่วมกันทำอัลบั้มแรกของเธอ พร้อมทั้งเตรียมเพลงใหม่ "Just Dance" และ "Poker Face" นอกจากนั้นเธอยังได้ร่วมงานกับค่ายเชอร์รี่ทรี สังกัดอินเตอร์สโคป ที่ก่อตั้งขึ้นโดยโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลง มาร์ติน เคียร์เซนบาอัม ทั้งสองได้แต่งเพลงด้วยกันถึง 4 เพลง หนึ่งในนั้นมีเพลงดังอย่าง Eh, Eh (Nothing else I can Say)[29]
[แก้] 2008 - 2010: อัลบั้ม The Fame และ The Fame Monster
ในปี 2008 กาก้าได้ย้ายไปอยู่ที่ลอสแองเจลลีส,แคลิฟอร์เนีย และได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับต้นสังกัดที่นั่น และเร่งทำอัลบั้มเปิดตัว The Fame ให้เสร็จ โดยผสมผสานแนวเพลงที่แตกต่างกันลงในอัลบั้ม โดยใช้จังหวะมือจากกลองเมทัลของเออร์บานแทร็ค [21] สอดคล้องกับสรุปผลการวิจารณ์ดนตรีโดยเมต้าคริติค ให้คะแนนอัลบั้ม The Fame 71คะแนนจาก 100 เต็ม [30] อัลบั้มนี้ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในออสเตรีย, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และไอร์แลนด์ ติดท็อปชาร์ต 5 อันดับแรกที่ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
อัลบั้ม The Fame ทำยอดขายได้มากกว่า 20 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ด้วยเพลงเปิดตัวอัลบั้ม Just Dance ที่แตะชาร์ตอันดับ 1 ในกว่า 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา [31] [32] ต่อมาถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ในสาขาเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม [33] เพลงที่สอง Poker Face นับเป็นความประสบสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อเพลงนี้ขึ้นท็อปชาร์ตอันดับ 1 ในเกือบทุกตลาดเพลงหลักในโลก รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพลง Poker Face ได้รับรางวัล "เพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม" ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 52 รวมถึงได้รับการเสนอให้เข้าชิงรางวัลในสาขา "เพลงแห่งปี" "บันทึกเสียงแห่งปี" และ รางวัลใหญ่ "อัลบั้มแห่งปี" ด้วย แต่ได้รับรางวัลในสาขาอัลบั้มเพลงอิเล็กทรอนิก-แดนซ์ยอดเยี่ยม แม้ว่าการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเลดี้กาก้าจะเป็นเพียงการแสดงเปิดเวที ให้กับนักร้องร่วมสังกัด นิว คิดส์ ออน เดอะ บล็อก [34] ในที่สุดเธอตัดสินใจออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของตัวเอง The Fame Ball Tour ที่เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2009 และได้รับคำชื่นชมพอควร [35]
กาก้าขึ้นปกนิตยสารโรลลิ่งสโตน ฉบับเดือนพฤษภาคม 2009 ในสภาพก่ึงนู้ด สวมเพียงชุดฟองน้ำพลาสติดที่ปกปิดอวัยวะสงวนเท่านั้น ในคอลัมน์ Hot 100 เธอได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มต้นสู่เส้นทางอาชีพสายดนตรี และได้พบรักกับมือกลองวงเฮฟวี่เมทัลขณะเล่นดนตรีอยู่ที่ไนท์คลับในนิวยอร์ก เธอเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอและสุดท้ายก็เลิกรากันไป เธอบอกว่าเขาเป็นเบื้องหลังแรงบันดาลใจในการทำอัลบั้ม The Fame [36] ต่อมากาก้าได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลเอ็มทีวี วีดีโอมิวสิกประจำ ปี 2009 ทั้งหมด 9 สาขารางวัล แต่ได้รับรางวัลในสาขาศิลปินหน้าใหม่แห่งปี ส่วนเพลง Paparazzi ได้ชิงสองรางวัลคือ รางวัลการกำกับศิลป์ยอดเยี่ยมและรางวัลเทคนิคพิเศษในวีดีโอยอดเยี่ยม ในเดือนตุลาคมเธอได้รับรางวัลดาวรุ่งแห่งปี 2009 จากนิตยสารบิลบอร์ด[37]
กาก้าใช้คีย์ทาร์เล่นเพลงในทัวร์เดอะเฟมมอนสเตอร์บอล
เดือนเดียวกันกับที่เธอร่วมงานชุมนุมรวมพลังเพื่อความเท่าเทียม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. [38] [39] เธอประกาศวางจำหน่ายอัลบั้ม The Fame Monster เพลงทั้ง 8 แทร็คกล่าวถึงด้านมืดของความมีชื่อเสียงโด่งดังที่จากประสบการณ์ในช่วงที่ เธอทัวร์คอนเสิร์ตระหว่างปี 2008-2009 และถ่ายทอดผ่านคำ"Monster" (ปีศาจ) ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สองของเธอ "The Fame Monster Ball Tour" จัดขึ้นเพื่อโปรโมตอัลบั้มนี้ และเริ่มทัวร์ในเดือนพฤศจิกายน 2009 [40] [41] "Bad Romance" เป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้ม และติดชาร์ตอันดับหนึ่งใน 18 ประเทศทั่วโลก และติดชาร์ตอันดับ 1 สองครั้ง ในสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เดือนธันวาคม [42] กาก้าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ โรงละครแบล็กพลู ประเทศอังกฤษ ในการแสดงรอยัลวาไรตี้ ประจำปี 2009 และได้ใช้เพลง "Speechless" แสดงสดต่อหน้าพระพักตร์ด้วย เธอสวมชุดผ้ายางลาเท็กซ์เลียนแบบฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1ที่หลายคนเห็นว่าไม่เหมาะสม [43]
กาก้าได้ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 บุคคลน่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2009 โดยบาร์บารา วอลเทอร์ส ระหว่างรายการวอลเตอร์ส แอนนวล เอบีซี สเปเชียล ในระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการเธอเลี่ยงที่จะตอบคำถามในข้อกล่าวหาที่ว่าเธอ เป็นกะเทยแท้ ที่มีสองเพศในตัวเองตามข่าวลือ และตอบกลับไปว่า "ตอนแรกๆ เรื่องนี้แปลกประหลาดแต่แล้วทุกคนก็คิดว่ามันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาทั่วไป นั่นแหละ แต่ฉันเองเชื่อว่า ตัวเองมีภาพลักษณ์ของกะเทยอยู่จริง และฉันก็รักพวกกะเทยด้วย"[44]
เดือนมกราคม 2010 เธอได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทโพลารอยด์ ให้เป็นหัวหน้าทีมครีเอทีฟและให้เริ่มต้นสร้างสรรค์แฟชั่น, เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพ [45] เดือนกุมภาพันธ์ ซิงเกิลที่สองในอัลบั้ม The Fame Monster คือ "Telephone" ได้นักร้องหญิงอาร์แอนด์บี คือ บียอนเซ่มาร่วมฟีเจอร์ริ่งด้วย กลายเป็นเพลงลำดับสี่ของเธอที่สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ [46]
มีนาคม 2010 ร็อบ ฟูซารีฟ้องร้องบริษัทต้นสังกัดของเลดี้กาก้า เมอร์เมด มิวสิก แอลแอลซี ให้ข้อหาว่าได้รับส่วนแบ่งไม่เป็นธรรม ซึ่งเขาควรจะได้รับ 20% จากยอดขายอัลบั้มของเธอ ชาร์ลส์ ออร์ทเนอร์ ทนายความของกาก้าฟ้องกลับฟูซารีว่าสัญญาที่กาก้าได้ทำกับฟูซารีนั้นไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และไม่ขอออกความเห็นใดๆ ต่อสื่อมวลชน ท้ายที่สุดในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน [47] ศาลฎีกาสูงสูดนครนิวยอร์ก ยกฟ้องคำร้องของร็อบ ฟูซารี [48] [49]
เดือนเมษายนปีเดียวกัน มีรายงานว่ามิวสิกวีดีโอของเธอมียอดคนดูมากกว่าพันล้านครั้งบนเว็บไซต์ Youtube และกลายเป็นศิลปินคนแรกที่มียอดดูในหลักพันล้าน [50] เดือนเดียวกันกาก้าได้รับการเสนอชื่อจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็นหนึ่งใน100 ของบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกแห่งปี 2009 ระหว่างให้สัมภาษณ์กับไทมส์นั้น เธอพูดเปรยๆ ว่า กำลังป่วยด้วยโรคลูปัส ซึ่งเป็นโรคเนื้อเยื่อติดเชื้อรุนแรงในร่างกาย [51] สองเดือนต่อมาเธอให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทอล์กโชว์ของลาร์รี่ คิง ว่า เธอไม่ได้ป่วยด้วยโรคลูปัสแต่เล่าถึงผลการตรวจร่างกาย "พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น" เพราะโรคลูปัสเป็นกรรมพันธุ์ในตระกูลของเธอ และป้าของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคนี้
ปลายปี 2010 อัลบั้ม The Fame Monster ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ในสาขาอัลบั้มเพลงป็อบยอดเยี่ยมและอัลบั้มแห่งปี[52]
กาก้าและเอลตัน จอห์น มีแผนจะปล่อยเพลงดูเอ็ตที่ร้องร่วมกันในชื่อ "Hello Hello" เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นของดิสนีย์ "Gnomeo and Juliet" ซึ่งกำลังจะเข้าฉายเร็วๆ นี้ [53] และเดือนกันยายน 2010 กาก้าได้เซ็นสัญญาทางธุรกิจกับโคตี้ อินคอร์ปเปเรชั่น เพื่อผลิตน้ำหอมร่วมกันที่มีชื่อ "มอนสเตอร์" และจะออกวางจำหน่ายในปี 2012
[แก้] 2011 - ปัจจุบัน: Born this way
เดือนมีนาคม 2010 กาก้าเปิดเผยว่า ได้เริ่มทำสตูดิโออัลบั้มใหม่ และเขียนธีมหลักของอัลบั้มเสร็จแล้ว สามเดือนต่อมา เธอประกาศว่าสตูดิโออัลบั้มที่สองใกล้เสร็จสมบูรณ์ "มันเร็วมาก ฉันทำงานนี้เป็นเดือนๆ และรู้สึกได้ว่ามันเสร็จแล้ว ศิลปินบางคน อาจใช้เวลานานเป็นปี แต่ไม่ใช่ฉัน ฉันเขียนเพลงทุกๆ วัน"[54]
ร้องเพลง You and I ที่จตุรัสไทมแควร์ นิวยอร์ก, ประเทศสหรัฐอเมริกา สิงหาคม 2010
กาก้าประกาศชื่ออัลบั้มใหม่ที่จะออกวางจำหน่ายในปี 2011 นี้ว่า "Born this way"[55] [56] ในระหว่างขึ้นรับรางวัลวีดีโอแห่งปีบนเวทีเอ็มวีมิวสิกวีดีโออวอร์ดส์ ประจำปี 2010 [57] โดยกาก้าได้นำเพลงจากอัลบั้มใหม่มาใช้ร้องสดในทัวร์คอนเสิร์ตของเธอ คือ Born this way และอีกเพลงคือ You and I ซึ่งเธอร้องเพลงนี้บนเวทีเทศกาลดนตรีลอลลาพาลูซา 2010 เพลง Born this way จะเป็นซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้ม ที่จะจำหน่ายในวันที่ 13 กุมภาพันธํ 2011 เธอกล่าวถึงอัลบั้มนี้ว่า "จะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้" "เป็นสิ่งพาให้เรานอนดึกและรู้สึกสะพรึงกลัว" "เด็กเลวเดินเข้าโบสถ์" และ "ความสนุกสนานขึ้นไปอีกระดับ" กาก้าอธิบายถึงเพลงใหม่ของตัวเองว่า "เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าผมปลอม ลิปสติก หรือ เสื้อผ้าที่เห็น"[58]
[แก้] แนวเพลงและแรงบันดาลใจ
เลดี้กาก้าได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินแกลมร็อก เช่น เดวิด โบวี และวงควีน รวมถึงนักร้องเพลงป็อบเช่น มาดอนนา, บริทนีย์ สเปียร์ส และไมเคิล แจ๊กสัน เพลงเรดิโอ-กาก้า ของวงควีนนั้นเป็นแรงบันดาลใจของชื่อที่เธอใช้ในวงการ [59] [60] [61]
เมื่อพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่างตัวเธอกับมาดอนนา กาก้ายืนยันว่าไม่อยากได้แค่เพียงคำทักท้วง แต่เธอมีเป้าหมายของตัวเองที่จะปฏิวัติดนตรีป็อบ การเปลี่ยนแปลงป็อบครั้งก่อนเกิดขึ้นโดยมาดอนนาเมื่อ 25 ปีที่แล้วและครั้งนี้จะเป็นของเธอ ส่วนนักร้องนักแสดงเกรซ โจนส์ ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจของเธอ รวมทั้งเด็บบี้ แฮร์รี่ นักร้องนำแห่งวงบลอนดี้ [61] [62] [63] [64]
เสียงร้องของกาก้าถูกนำไปเปรียบเทียบกับเสียงของมาดอนนาและเกว็น สเตฟานี บ่อยครั้ง ในขณะที่โครงสร้างทางดนตรีของเธอคล้ายคลึงกับเพลงคลาสสิคป็อบยุค 1980 และเพลงยูโรป็อบในยุค 90 [65] ในการวิเคราะห์อัลบั้มเปิดตัว The Fame หนังสือพิมพ์เดอะซันเดย์ไทมส์ กล่าวว่า เป็นการผสมผสานทางดนตรี, แฟชั่น, ศิลปะ และเทคโนโลยี เลดี้กาก้าได้ปลุกกระแสความเป็นมาดอนนา, ไคลี มิโนก และเพลงฮอลลาแบ็คเกิร์ลของเกว็น สเตฟานีใน ปี 2001 หรือ เกรซ โจนส์ เช่นเดียวกับซาร่าห์ รอดแมน นักวิจารณ์แห่งหนังสือพิมพ์เดอะบอสตันโกลบวิจารณ์ว่า "เธอได้แรงบันดาลใจจากมาดอนนารวมถึงเกว็น สเตฟานี และแฝงความเป็นเด็กสาวของเธอเอง แต่มีเสียงร้องที่ทรงพลังและจังหวะเร้าอารมณ์ แม้ว่าเนื้อร้องจะขาดสาระไปบ้าง เธอได้พาคุณเข้าไปสู่โลกแห่งความสุขโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากเลย"[66] [67] ไซมอน เรโนลดส์ เขียนไว้ว่า "ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเลดี้กาก้ามาจากอิเล็กโทรแคลช ยกเว้นดนตรีซึ่งไม่ได้มาจากยุค 1980 และเป็นเพลงป็อบที่คุ้นหูโดยผ่านโปรแกรมออโต้ทูนส์กับจังหวะอาร์แอนด์บี
กาก้ายังระบุว่า แฟชั่นก็คือแรงบันดาลใจหลักของ เธอชื่นชมโดนาเทลลา เวอร์ซาส ว่าเป็นต้นแบบความคิด [68] และเธอมีทีมครีเอทีฟประจำตัวที่ชื่อ เฮ้าส์ ออฟ กาก้า ที่จัดการบริหารด้วยตัวเอง ทีมเฮ้าส์ออฟกาก้าออกแบบและสร้างสรรค์เสื้อผ้า ทรงผม และการแสดงบนเวทีให้แก่เธอ ซินเธีย ผู้เป็นแม่มีอิทธิต่อความหลงใหลในแฟชั่นต่อกาก้า ที่ยืนหยัดว่า "พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาความงาม" สำนักโกลบอล แลงกวิจ มอนิเตอร์ ระบุว่า เลดี้กาก้าเป็นคำค้นหาแฟชั่นในอันดับต้นๆ ของ เครื่องหมายการค้า "No Pant" ไม่มีขา (กางเกง) ในอันดับที่สาม [19] นิตยสารเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จัดอันดับให้เครื่องแต่งกายของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งสุดยอดแห่งปลายศตวรรษ 2000 แม้จะเป็นชุดที่ทำจากหุ่นมือกบตัวเขียว หรือชุดฟองน้ำพลาสติกที่ปกปิดเพียงอวัยวะเพศ การแต่งกายแบบพิสดารจากคนทั่วไปทำให้เธอสามารถนำศิลปะการแสดงสดเข้าสู่สื่อ กระแสหลักได้ [69] [70]
จากคำวิจารณ์ต่อดนตรีของเธอ, อิทธิพลทางแฟชั่น และภาพลักษณ์ของเธอที่ผสมผสานกันทำให้เธอมีสถานะเป็นนางแบบ, ผู้นำแฟชั่น และแฟชั่นไอคอน ทั้งได้รับการยอมรับและถูกปฏิเสธ อัลบั้ม The Fame อัลบั้มแรกของเธอได้รับคำวิจารณ์ในทางบวกและให้ตำแหน่งเธอในฐานะที่ทำเพลง ป็อบอันมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร และสิ่งจำเป็นที่จะขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่ๆ ความสนใจในตัวเธอกลายประเด็นทางสังคมที่สำคัญ ความสามารถทางศิลปะในตัวเธอ และถูกมองว่าเป็น "ผู้เพิ่มความนับถือในตัวเอง" ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กาก้ามีต่อแฟนเพลงที่ได้รับการยกย่อง เธอได้ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงเศรษฐกิจกำลังซบเซา [71] [72] [73] [74] [75] [76]
การแสดงสดของเธอได้รับการชื่นชมว่า "เป็นความสนุกสนานและแปลกใหม่ที่สุด" โดยอ้างถึงการแสดงในงานแจกรางวัลเอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก 2009 ในเพลง Paparazzi เธอสวมเสื้อซึ่งระเบิดออกมาเป็นเลือด ได้รับคำวิจารณ์จากเอ็มทีวีว่า "ชวนให้ผู้ชมตาค้าง"[77] และยังใช้ธีม "โชกเลือด" นี้ ในทัวร์คอนเสิร์ต เดอะ เฟม มอนสเตอร์ บอล ด้วย ในฉากหนึ่งของการแสดงที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ กาก้าสวมชุดรัดรูปสีดำและจู่ๆก็ถูกทำร้ายจากชายลึกลับที่เพิ่งกระโดดขึ้น เวที (ที่จริงแล้วเป็นแดนเซอร์ของเธอเอง) ใช้มีดปาดคอเธอ ทำให้ "เลือดปลอม" ไหลท่วมตัวเธอ สร้างความตกใจให้กับผู้ชมโดยไม่รู้ว่านี้คือการแสดง ครอบครัวและแฟนเพลงที่เข้าชมการแสดงในรอบนี้รู้สึกไม่พอใจต่อการแสดงนี้ ที่ยังรู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์คนขับแท็กซี่ใช้อาวุธปืนยิงชาวเมืองคัมเบรียถึง 12 คน ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นบนเกาะอังกฤษไม่กี่เดือนก่อนนี้ [78] [79] [80]
เดือนกันยายน 2010 เลดี้กาก้ากลับไปรับรางวัลในงานเอ็มทีวี วีดีโอมิวสิกวีดีโอ 2010 ที่แอลเอ ด้วยชุดเดรสยาวสุดล้ำสไตล์โกธิค และรองเท้าส้นสูง 12 นิ้วลายพิมพ์หนังงูเหลือมและที่ยิ่งฮือฮากว่านั้นเมื่อเธอเปลี่ยนชุด "เนื้อสด" เพื่อขึ้นรับรางวัลวีดีโอแห่งปี เป็นชุดตัดจากเนื้อวัวสด รวมทั้งแอคเซสซอรี่ต่างๆ หมวก กระเป๋า และรองเท้าบูท ฝีมือการตัดเย็บของแฟรงค์ เฟอร์นันเดซ ดีไซเนอร์ชาวอาร์เจนตินา สร้างความคิดเห็นเป็นสองฝ่ายทั้งปลุกความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกและสร้าง ความไม่พอใจให้กับองค์การพิทักษ์สัตว์ (PETA) อย่างไรก็ดี[81]กา ก้าออกมาย้ำว่าไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นเหยียดหยามมใครหรือองค์การใดทั้งสิ้น และปรารถนาให้ชุดของเธอสื่อความหมายไปในทางสิทธิความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อเพศที่สาม [82] [83]
เธอเรียกแฟนเพลงของตัวเองว่า "ลิตเทิล มอนสเตอร์ -เจ้าปีศาจตัวน้อย" นั่นก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างมาก เพราะเป็นธรรมดาของธุรกิจดนตรีและภาพลักษณ์ที่มีมูลค่ามหาศาล ในขณะที่หลายคนเชื่อว่า คำนี้ใช้แบ่งแยกตัวเองและขัดต่อวัฒนธรรมของคนทั่วไป คิตตี้ เอ็มไพร์ แสดงความเห็นต่อคำว่า ลิตเทิล มอนสเตอร์ ลงหน้าหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษว่า "ทำให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ที่ผิดๆ โดยขาดการไตร่ตรองตั้งแต่แรก หัวใจหลักของการแสดงของเธอคือการอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและโดนสังคมต่อ ต้าน และที่กล่าวว่า คอนเสิร์ตมอนสเตอร์ บอล ทัวร์ที่พวกเราทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระทีเดียว ผู้คนมากมายที่ยอมเสียเงินให้กับธุรกิจดนตรีอันเจ้าเล่ห์ของกาก้า ไม่ได้จำกัดแต่เพียงพวกข้ามเพศ คนบ้าแฟชั่น และมนุษย์ราตรี ตามที่เธอหวังไว้ตามแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่ตัวเธอเองกลับดูเหมือนจะจริงใจต่อแฟนๆ มากกว่า"[84]
เดือนกันยายน 2010 คามิลล์ แพ็กเลีย เขียนหนังสือชื่อ Lady Gaga and the death of sex มีเนื้อหาโจมตีกาก้าอย่างรุนแรงว่า ว่าเป็น "นักเลียนแบบที่ไร้เพศ" และไม่ได้เป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นแปลกประหลาดอย่างหลายๆ คนเข้าใจ จึงควรเรียกเธอใหม่ว่า "นักเลียนแบบจอมขโมยมากกว่าผู้ริเริ่มการแสดงยั่วยวนทางกามารมณ์ต้อง ห้าม"[85]
นับได้ว่าทั้งสองสาวนี้ก็สุดยอดมาก
เริดมากๆค่
_________________
|
| Fri Apr 01, 2011 8:13 pm |
|
 |
|
|
เวลาขณะนี้ Tue Jun 30, 2026 10:29 pm | ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
|
หน้า 2 จาก 2
|
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่ คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ คุณไม่สามารถลงคะแนน
|
|
|