http://hysteriaculture.wordpress.com/2013/07/09/get-into-the-groove-madonna-vogue-dance-pophouse-100-55/comment-page-1/#comment-35
https://www.facebook.com/HysteriaCulture
Madonna : Vogue : Dance-Pop/House (100% = 5/5)
เชื่อว่าชนที่มีดนตรีกาลประดับไว้ในหัวใจทุกท่านย่อมจะต้องมีเพลงใดสักเพลงหรือหลายๆเพลงที่เราต่างโปรดปรานเป็นการส่วนตัวจนยกให้เพลงนั้นเป็นธีมหรือซาวนด์แทร็คประจำชีวิตของเราไม่ว่าเราจะถูกใจในแง่ของความมีจริตเคมีตรงกับตัวตนของเรา เป็นเพลงที่สะท้อนเรื่องราวในชีวิตจวบจนความรู้สึกของตัวเราในช่วงเวลาขณะใดขณะหนึ่งได้ตรงใจหรือจะตลอดจนการที่เราได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากเพลงนั้นก็ตามที และแน่นอนว่าสำหรับดิฉันแล้ว Vogue ของมาดอนน่าเป็นเพลงที่ตอบโจทย์ในทุกสิ่งอย่างที่หยิบยกมาข้างต้นได้อย่างครบถ้วน
ต่อยอดจากทศวรรษ80sที่มาดอนน่าสร้างซิงเกิ้ลเต้นรำฮิตๆมามากมายเหลือคณานับไม่ว่าจะเป็น Holiday,Like A Vigin,Material Girl,Into The Groove,Papa Dont Preach,Open Your HeartไปจนถึงLike A PrayerและExpress Yourselfที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ใครจะเชื่อว่าเพลงนี้ - Vogue - ที่ได้รับแรงบันดาลใจทั้งทางตัวเพลงและมิวสิควิดีโอมาจากท่าเต้นของชาวเกย์ในคลับใต้ดินแถบนิวยอร์ครวมถึงเป็นเพลงที่ถูกยัดเป็นบีไซต์ของซาวนด์แทร็คชุด Im Breathless ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ซึ่งกลับกลายเป็นแทร็คระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจนขึ้นเป็นหนึ่งในโลโก้ตลอดกาลของราชินีเพลงพ็อพท่านนี้
ภาคดนตรีใน Vogue เป็นงานพ็อพเต้นรำที่เจืออิทธิพลของดนตรีสไตล์ดีพเฮ้าส์อันเป็นเทรนด์ล่าสุดของแวดวงดนตรีเต้นรำในยุคเริ่มต้นของทศวรรษ90sตลอดจนแซมกลิ่นอายของความเป็นดิสโก้ย้อนยุคสมัยทศวรรษ70sจากเบสไลน์ที่แซมเพิ่ลมาจากเพลง Love Is The Message โดยMFSBรวมถึงOoh,I Love It(Love Break)โดยSalsoul Orchrestraที่หยิบยกมาในส่วนการเรียบเรียงเครื่องเป่าและเครื่องสายก่อนจะแทรกท่อนSpokenกึ่งแร็พเย็นๆเป็นการTributeสวยๆแด่ไอค่อนจากยุค20s-50sได้อย่างลงตัว ทั้งหมดทั้งมวลหลอมรวมออกมาเป็นเพลงพ็อพเต้นรำที่แสนจะทรงพลังและมีเสน่ห์อันร้ายกาจหาตัวจับยากทั้งจริตจก้านในเพลงที่หยอดออกมาได้โดนใจเกย์เป็นอย่างยิ่งจนฟังแล้วอดปล่อยใจขยับตัวไปกับท่วงทำนองที่สุดแสนจะเปรี้ยวปราดเก๋ไก๋นี้และถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะผ่านมาจนเลยไปยี่สิบกว่าปีแล้วแต่พอหยิบขึ้นมาฟังทีไรก็ยังรู้สึกและสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันสดใหม่ของตัวเพลงที่ยังคงล้ำสมัยเหนือกาลเวลาเสมอ ตลอดจนส่วนตัวดิฉันนับถือในความเป็นออริจินัลของเพลงนี้ทั้งสไตล์อันโดดเด่นหาตัวจับยาก อัจฉริยะภาพในการรังสรรค์ตลอดจนกลิ่นอายของความเป็นแฟชั่นนิสต้าในตัวเพลงสมน้ำสมเนื้อสมศักดิ์ศรีแก่การได้รับการอันเชิญขึ้นหิ้งให้เป็นหนึ่งในเพลงชาติเกย์ตลอดกาล พูดก็พูดเถอส่วนตัวดิฉันมองเพลงนี้ข้ามจากบทเพลงดีๆเพลงหนึ่งไปถึงขีดของงานศิลปะอันทรงคุณค่าอันเป็นตัวแทนที่ดีและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลของบัลลังก์ Pop Culture แห่งแวดวงดนตรียุค90sได้อย่างเด่นชัดที่สุดตลอดกาล










