
ขุดหนังเก่า มาแนะนำ : The Shawshank Redemption (1994)
ตั้งแต่ผมชมภาพยนตร์มาในชีวิต มันมีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องครับ ที่ทำให้ผมรู้แบบนี้ได้ รู้สึกมีพลัง รู้สึกมีค่า รู้สึกว่าชีวิตยังนี้ยังต้องต่อสู้และพยายามกันต่อไปอีกมาก
หนังที่ผมนำมาแนะนำในวันนี้เป็นหนังปี 1994 เรื่อ ง The Shawshank Redemption ที่จะทำให้คุณได้รับอารมณ์ดังกล่าว อย่างซาบซึ้ง เป็นหนังที่มีความละเมียดละไม เข้าถึงอารมณ์อย่างรุนแรง หนังเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และทารุณ ทำให้คุณหวาดกลัวอย่างสุดใจ แต่ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นสิ่งที่จุดประกายไฟในใจคุณให้ต่อสู้มันอย่างไม่รู้จบก็เป็นได้.....
นำเรื่อง: ดูเฟรน นายธนาคารวันหนุ่มถูกศาลสั่งให้จำคุกตลอดสองช่วงอายุขัย ในฐานความผิดตั้งใจฆ่าถึงสองคน ซึ้งนั้นก็คือภรรยาของเขาเองและเธอถูกฆ่าในขณะที่กับลังประกอบกิจกรรมทางเพศกับชายผู้อื่น บอกแค่นี้ก็คงไม่ต้องให้อธิบายแล้วว่า ทำไม
เมื่อดูเฟรนเข้ามายังคุกที่ชื่อว่า Shawshank เขาต้องพบกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทารุณ สังคมที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามศรีวิลัย สังคมที่ถูกกีดกันจากโลกภายนอก สังคมที่ไม่มีใครต้องการ ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอันแสนลำเค็ญเป็นการชำระกับสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้ทำลงไป แต่หากคุณถามคนที่คุก Shawshank ว่าพวกเขาทำอะไรผิดมาถึงต้องมาติดคุก? ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมบริสุทธ์ หรือไม่ก็ ทนายมันห่วย จะจริงหรือไม่จริงก็คงไม่สำคัญหรอกเพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่ มันก็เป็นแค่ประโยคที่พวกเขาใช้พูดเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นเอง. . . . .

ดูเฟรน เป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เขาใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเอ่ยปากคุยกับเพื่อนซักสองสามคำ และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดำมีอายุ ที่ดูจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แล้ว และเรดผู้นี้ก็กลายเป็นคนที่ ดูเฟรน จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
เรด คนที่มีอารมณ์เย็น มีหัวคิด เขาอยู่ที่นี้มานาน เขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อย ที่จะลักลอบทำอะไรได้นิดหน่อย นั้นคือนำของจากภายนอกเข้ามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ และสิ่งที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ ค้อนแกะสลัก เนื่องจากดูเฟรนเป็นคนที่ชอบการแกะสลัก เขาใช้เวลาว่างส่วนมากหมดไปกับค้อนอันเล็กที่ได้มาและหินที่เขาจะหาได้ ทั้งไกลและใกล้ตัว......

ชีวิตดูเฟรน ที่นี้ได้เจอกับผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นมิตร และเป็นศัตรู คุณจะได้เห็นถึง มิตรภาพระหว่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิต คนที่ใช้ชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอความตาย ผ่านการเล่าอันสมจริง และสะเทือนอารมณ์ผู้ชมโดนตรง
ถึงตรงนี้ ผมไม่อยากจะพูดอะไรที่เป็นการบอกถึงเนื่องเรื่องไปมากนัก บอกได้เพียงแต่ว่า การที่คุณได้นั่งดูชีวิต ของผู้ชายชื่อ ดูเฟรน คนนี้ ดูสิ่งที่เขาเผชิญ ทุกสิ่งที่เขาทำ ทั้งหมดอาจจะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดจากภาพยนตร์ทุกเรื่องที่คุณเคยได้ชมมาก็เป็นได้.......
และหากคุณคิดว่าเคยดูหนังที่เกี่ยวกับการติดคุกมามากมายแล้ว และคิดที่จะมองข้ามหนังเรื่องนี้ไป ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดซะใหม่นะครับ เพราะเรื่องนี้มีการเล่าที่วิเศษ แถมยังมาพร้อมกับเหตุการณ์ที่เกิดกว่าใครจะคาดเดาได้จริง ๆ
ข้อดีข้อเด่น: หนังมีความยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่มีการใช้เวลาไปอย่างปล่าวประโยชน์เลยแม้แต่วินาทีเดียว! ตั้งแต่เริ่มเรื่อง ก็พาคนดูเข้าสู้ปัญหา เข้าสู้สิ่งที่จะดึงดูดคุณให้ติดตาม และไม่อยากละสายตาไปจากจอ ที่สำคัญคือความใคร่รู้ ที่คุณสร้างขึ้นเอง ว่า พ่อหนุ่มดูเฟรน ผู้นี้จะเอาชีวิตตัวเองรอด จากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างไร
นอกจากการใช้เวลาอันคุ้มค่าแล้ว ประโยคพูดหลาย ๆ อันยังมีส่วนสัมพันธ์ต่อเนื้อเรื่องในช่วงถัดๆไป อย่างมีลูกเล่น ขออนุญาต ยกตัวอย่างมาหนึ่งเหตุการณ์ ตอนที่ท่านพัศดีเข้ามาตรวจห้องของดูเฟรนอย่างละเอียด ในการดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่เมื่อดูรอบที่สองแล้ว ผมขอบอกว่า ฉากนี้เป็นฉากที่ผมดูแล้วเสียวที่สุดในชีวิตในชีวิตเลยครับ มันเป็นเยี่ยงไรนั้น ต้องหามาชมกันนะครับ ว่าเหตุการณ์ที่ดูธรรมาดา มันจะมีลูกเล่นได้อย่างไร เมื่อเรามาชมมันในครั้งต่อไป

อีกข้อดี ที่เรื่องนี้มีให้คนดูอย่างเต็มเปี่ยมนั้นก็คือ ข้อคิดในการสู้ชีวิต ความพยายาม เมื่อผมดูจบสิ่งแรกที่ผมนึกคือ ผมอยากจะขอบคุณผู้ที่แนะนำหนังเรื่องนี้ให้ผมชม และจากนั้นผมคิดถึงพี่สาวอันเป็นสุดที่รักของผม ผมอยากให้คนที่ผมรักที่สุดในชีวิต ได้ชมหนังเรื่องนี้อย่างที่สุด และก็อยากไห้ทุกคนที่มีโอกาสได้หามาดูกัน ข้อคิดดี ๆ จากภาพยนตร์มีมากมายนับไม่ถ้วนขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรับมันมาได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่ที่โดดเด่นจริง ๆ ผมว่าคงเป็นความพยายามอันไม่มีที่สิ้นสุด การต่อสู้กับปัญหาที่รุ่มเร้าเข้ามา โดยที่ไม่จำเป็นว่าคุณจะถูกหรือผิด ประเด็นคือคุณจะตอบรับกับปัญหาและหาวิธีแก้ได้ดีแค่ไหนต่างหาก
หลังจากที่ชมทั้งเนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง บทสนทนา และข้อคิด นั้นก็ยังไม่หมดนะครับ ข้อดีขอ้เด่นที่ผมอยากจะนำมาบอกต่ออีกข้อคือการทำฉาก ทั้งฉากที่มองเห็นได้ด้วยตา และฉากที่ต้องใช้มโนภาพจินตาการขึ้นมาเอง อย่าหาว่าชมกันโอเวอร์ เลยนะครับ พูดง่าย ๆ ว่ากับความกดดันและเข้มข้นของเนื้อเรื่องที่ชวนน่าติดตามอย่างมากนั้นจะพาคุณดำดิ่งสู่ความตรึงเครียดและความท้อแท้ แต่พอคุณได้เห็นฉากจบของหนังเรื่องนี้เท่านั้นแหละ มันเหมือนเป็นรางวัลที่สวยงามและวิเศษที่สุดในการชมภาพยนตร์จริง ๆ
ข้อด้อยข้อเสีย : นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตวิจารณ์หนังของเวเฟอร์ละมั้งครับ ที่จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ ไม่มีข้อเสียที่ผมจะนำมาตำหนิได้เลย หลายคนเห็นว่าการที่หนังเรื่องหนึ่งทำออกมานาน ๆ เล่าช้า ๆ จะเป็นหนังน่าเบื่อ แต่สำหรับผมหากการเล่านั้นมันจะช้าหรือนานแค่ไหน แต่ผลที่ได้จากการตั้งใจชมนั้น มันคุ้มกัน ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นข้อเสียตรงไหนเลยครับ กลับจะชื่นชอบมันซะอีก คุณลองดูดี ๆ ว่าการคุยเรื่อย ๆ อันแสนน่าเบื่อ แต่แฝงข้อคิดนั้น มันอาจจะดีกว่าฉากแอคชั่นแรง ๆ แต่ไร้สมองก็เป็นได้นะครับ

บทบันทึก : ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าชิงออสก้าถึง 7 ตัวรวมไปถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชาย แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ไปเข้าชิงปีเดียวกับ Forrest Gump หนังที่ได้คะแนนจากทางบ้านอย่างล้นหลาม จึงแพ้ไปแบบเพียงปลายก้อย เท่านั้นเอง
และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้คะแนนเรทติ้งที่เวป IMDb ถึง 9.2 เต็ม 10 จากผู้โหวตถึง 220,037 คน เป็นอันดับที่ 2 อยู่ในตอนนี้ครับ และเป็นหนังที่มีผู้เข้ามาโหวตเป็นจำนวนมากที่สุดอันดับ 1 ด้วย
รางวัลที่ได้เข้าชิงมีอีกมากมายหาชมได้ที่ลิงค์นะครับ >>ข้อมูลจาก IMDb ครับ
สรุปส่งท้าย : ผมพูดได้เต็มปากครับว่านี้คือ หนึ่งในหนังที่ ดีเยี่ยม ที่สุดในทุกองค์ประกอบ ที่ผมเคยได้รับชมมา และอยากให้ทุคนได้รับชมความวิเศษนี้ด้วยกัน แล้วคุณอาจจะมีมุมมองชีวิตที่ดีขึ้นในทันที...พร้อมทั้งนึกถึงคนที่คุณรักและอยากให้เขาเหล่านั้นได้ดูเรื่องนี้กันต่อไป
ป.ล.ขอบคุณ คุณ หอยหลอด ผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เวเฟอร์ครับ
ความชอบ : 5 เต็ม
เกรด : A
ป.ล.2 รักกันจริงต้องเข้าไปเม้นท์ที่สเปซของเวเฟอร์ด้วยนะครับ

แก้ไขล่าสุดโดย Darth เวเฟอร์ เมื่อ Mon Nov 20, 2006 10:05 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง
_________________
คุยหนังภาษาหมา
