1. Animae Partus
2. Deus Nova
3. Imago (Homines Partus)
4. Pulvus Aestivus
5. Lilium Cruentus (Deus Nova)
6. Nauticus (Drifting)
7. Dea Pecuniae: Mr.Money/Permanere/I Raise My Glass
8. Vocari Dei
9. Diffidentia (Breaching the Core)
10. Nihil Morari
11. Latericius Valete
12. Omni
13. Iter Impius
14. Martius/Nauticus II
15. Animae Partus II
อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เรียกว่าซับซ้อนที่สุดในบรรดาอัลบั้มของ Pain of Salvation เลยก็คงจะได้ แต่ว่าชุดนี้ก็เป็นชุดสุดท้ายที่ Kristoffer Gildenlow (มือเบสที่เป็นน้องชายของ Daniel) จะได้ร่วมบรรเลง เนื่องจากภายหลัง เขาถูกเชิญออกจากวงเนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมซ้อมได้ อีกอย่างคือ เขาก็ได้อยู่กินกับภรรยาที่เป็นนักร้อง ชื่อ Liselotte Hegt (เริ่มคุ้นแล้วใช่ไหมครับ คนนี้เป็นคนที่ร้องให้ Ayreon ชุดล่าสุดด้วย) แล้วหลังจากนั้นเขาก็อยู่เป็นมือเบสให้ Dial ถาวรเสียเลย ตอนนี้ก็ร่ายเรื่องราวของ Kristoffer มาเสียยกใหญ่แล้ว เราจะเข้าสู่สาระกันจริงๆเสียที
งานชุดนี้เป็นหนึ่งในงานที่จับตามอง เนื่องจากมีความซับซ้อนมากทั้งด้านเนื้อหาดนตรี เริ่มจากเนื้อหา คอนเซ็ปต์ในชุดนี้ Daniel วางไว้ให้มันอยู่ในเนื้อหาของความเป็นมานุษยวิทยาเสียมาก ถ้าคุณมีดีวีดีแสดงสดของชุดนี้ คุณลองหยิบบุ๊คเล็ตในนั้นมาอ่านได้ว่าเขามีแหล่งอ้างอิงมากแค่ไหน ถ้าจะให้บอกเรื่องราวในอัลบั้มนี้ก็คงจะยาวแน่ เพราะเขาจงใจให้งานชุดนี้ดูเป็นเหมือนงานบรอดเวย์ชิ้นหนึ่งนั่นเอง สำหรับตัวละครหลักๆก็จะมีเพียงห้าตัวเท่านั้น เริ่มจาก Animae คือตัวแทนของพระเจ้า Imago คือตัวแทนมนุษย์ Dea Pecuniae แทน "นางบาป" Nauticus มาจากอวกาศ และพระเอกของงาน Mr.Money
สำหรับเนื้อหาในอัลบั้มนี้ก็จะแบ่งออกมาเป็นห้าตอนย่อยๆ ซึ่งแต่ละตอนก็จะมีเนื้อหาตั้งแต่เริ่มต้นการเกิด และเรื่องราวของมนุษย์ก็เริ่มต้น จนไปไปถึงสุดท้ายคือ พระเจ้าจะเกิดอีกครั้ง..
ดนตรีในอัลบั้มนี้จะมีความหลากหลายให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนิก (เพราะมีออร์เคสตร้าชุดเล็ก) โปรเกรสสีฟเมทัล โฟล์ค เวิลด์มิวสิก กอสเปล เพลงสวด หรือจะเป็นเพลงบัลลาดเพราะๆแต่มีพลัง เนื่องจากเสียงร้องของ Daniel นั่นก็สูงพออยู่แล้ว เริ่มจากกีต้าร์ที่ในชุดนี้ดูจะมีบทบาทน้อยหน่อย เนื่องจากแนวดนตรีที่หลากหลาย แต่ก็ยังไม่ถึงกับเสียเอกลักษณ์ของวงไปเสียทีเดียว และก็มีการแซมเปิลเสียงพูด การสนทนา และอะไรต่อมิอะไรลงในเพลงอีกด้วย ซึ่งทางวงก็เข้าใจคิดกันดี โดยเฉพาะการเอาเสียงตอบรับข้อความจากแฟนๆมาใช้ ส่วนภาคออร์เคสตร้านั้นก็มีส่วนสำคัญที่จะเป็นตัวขับดันให้ดนตรีของพวกเขามีความโดดเด่นขึ้นมา ดดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าลมไม้ (ออร์เคสตร้าของชุดนี้ไม่มีลมทองเหลืองเลย) มีทั้งเสียงโอโบ คลาริเน็ต ฟลุต พิคโคโล ผสมผสานกันไปอย่างไพเราะ ส่วนเครื่องสาย (ยกเว้นเบสที่ Kristoffer เล่น) ก็ทำหน้าที่บรรเลงได้ไพเราะเสมอตัว
มาในส่วนของทางวงบ้าง เริ่มจากกีต้าร์ ที่เล่นริฟได้แน่น (แต่รู้สึกว่าซาวด์จะบางกว่าชุดอื่นๆเลย) แต่ก็ยังมีท่อนลีดสนุกๆสอดขึ้นมาบ้าง อย่างในเพลง Dea Pecuniae พี่ Daniel มาเล่นเอาครึ่งเพลงหลัง และก็อีกหลายๆเพลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะบางเพลงอย่าง Imago ที่มีการเล่นแมนโดลาเข้ามาเสริมด้วย ทำให้เพลงนั้นมีความเป็นโฟล์คกับเวิลด์มิวสิกเข้ามาบ้าง ส่วนเบสของคุณน้องชายงวดนี้ก็ถือว่าโชว์ฝีมือได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทั้งการเดินคอร์ดและลูกเทคนิคก็ไม่มีขาดตกบกพร่อง กลองและเครื่องเคาะเองก็เช่นกัน แต่จุดเด่นคราวนี้มันก็ตกมาอยู่ที่เสียงร้องของ Daniel แหละครับ ที่แกร้องได้สูงพอควร แต่เวลาร้องต่ำเขาก็สามารถทำได้ดีเช่นกัน สำหรับเสียงประสานก็ดูเข้าทีและลงตัว
แต่เมื่อมาผสมกันจนเป็นงานอัลบั้มชุดนี้แล้ว กลับเป็นงานที่ฟังยากมากๆทั้งในเนื้อหาและส่วนของดนตรี จนบางทีก็อาจจะซับซ้อนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าบางคนคงต้องผงะแน่ๆ และบางที เพราะความซับซ้อนมากเกินไปเช่นนี้ ก็อาจจะทำให้พาลเลิกฟังอัลบั้มนี้ไปเสียดื้อๆเลยก็ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าลองฟังแบบแยกเพลงจะดีกว่าครับ ส่วนถ้าใครอยากศึกษาคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้ก็ลองฟังชุดนี้ทั้งชุด และซื้อดีวีดีแสดงสดของชุดนี้มาดูเพิ่มเติมได้ ผมขอสรุปเลยว่า อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ต้องใช้เวลามากๆ ที่จะซึมซับความไพเราะงดงามของดนตรีและความลึกซึ้งในเนื้อหา ส่วนงานชุดนี้จะดีหรือไม่ ก็อยู่ที่คุณแล้วละ...



