˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
ฆาตกรรมไร้มนุษธรรม... ฆาตกรรมบุพการี
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ ฆาตกรรมไร้มนุษธรรม... ฆาตกรรมบุพการี 
"ลุกขึ้น...............ปฏิวัติพ่อแม่ โดยการฆ่าพวกเขาทิ้งเสีย"


ในบรรทัดฐานสังคม สิ่งที่ต้องห้ามชั่วร้ายที่สุด คงนี้ไม่พ้นการทำการฆาตกรรมบุพการี มันผู้ใดที่กระทำเยี่ยงสัตว์นรกอย่างนั้นสังคมจะตัดสินโทษว่าบาปหนา ต้องรับโทษสูงสุด สังคมจะประณาม การกระทำของมันว่าไม่ใช้คน มันเป็นทรพี และบางทีก็ตั้งศาลเตี้ยเพื่อตัดสินโทษเอาเองเลยก็มี

แต่สำหรับนักจิตวิทยาแล้วเรื่องนี้น่าศึกษาอย่างยิ่ง

จากการศึกษาพบว่า ฆาตกรส่วนใหญ่ที่สังหารบิดา มารดามักจะมีอาการพิกลพิการทางสมอง หรือไม่ก็มีเหตุผลบีบบังคับ ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคม 1988 กรุงโตเกียว เด็กนักเรียนวัยสิบสี่สังหารบิดามารดาและย่าด้วยมีด ญี่ปุ่นต่างประณามในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเด็กชายไม่ใช้คน จะต้องรับโทษประหาร แต่หนังสือพิมพ์ลอนดอนออบเซิร์ฟเวอร์กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า

"สิ่งที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมยิ่งกว่าการฆาตกรรม คือสาเหตุการฆาตกรรม"



ซาวาโนอิ

เด็กชายเป็นลูกคนเดียวของฮิโรสุเกะ ซาวาโนอิ อายุสี่สิบสี่ ประธานบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง และนางอาซาโกะ อายุสี่สิบ เขาได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในโตเกียว เมื่อเขาสอบตกสามวิชา แม่จะลงโทษโดยงดให้เงินค่าขนมและไม่ให้ช่วยเหลือเรื่องการเรียนพิเศษหรือแก้ปัญหาให้ลูกแต่อย่างใด สามเดือนก่อนที่เด็กชายจะทำการฆาตกรรม เขาเคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน เพื่อคิดว่าเขาพูดเล่น ทั้งๆ ที่เขาเสนอเงินจำนวนหนึ่งให้กับใครๆ ก็ได้ที่สามารถช่วยเขาทำการบุพกีได้

และในราตรีแห่งความวิปโยค พ่อแม่ขู่ลูกชายเมื่อรู้ว่าเขาทำคะแนนได้ไม่ดี เด็กชายนอนปวดท้องเกร็งในท้องเนื่องจากความเครียด

ตีสามครึ่งเด็กชายทนปวดท้องไม่ไหว เดินเข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่ปลุกแม่เพื่อขอยา แม่ตื่นด้วยใบหน้าบึ้งตึง ด่าลูกที่มารบกวนเวลานอนและไล่ลูกออกจากห้องโดยไม่ช่วยหายาให้

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเด็กชายกลับเข้าไปในห้องนอนพ่อแม่อีกครั้งพร้อมไม้เบสบอลในมือ เขาตีหัวแม่ด้วยไม้จนล้มคว่ำ แล้วแทงพ่อด้วยมีด 37 แผลที่หน้าอก เมื่อแม่ฟื้นและพยายามโทรศัพท์ เด็กชายแทงแม่ 72 แผล และเมื่อย่าได้ยินเสียงร้อง เธอตะโกนถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กชายวิ่งไปห้องย่า แทงคนที่อันเป็นที่รักด้วยมีดถึง 56 ครั้ง ก่อนที่จะบีบคอซ้ำอย่างโหดเหี้ยม

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหมู่ฆาตกรที่เตรียมตัวมาล่วงหน้าคือความใจเย็น เมื่อเด็กชายทำการฆาตกรรมครอบครัวแล้ว เด็กชายอาบน้ำ สระผม และนั่งดูวีดีโอนักร้องคนโปรด โยโกะ มินามิโน หลังจากนั้นก็รวบรวมเงินในบ้านทั้งหมดใส่กระเป๋า นั่งรถของบิดาเป็นเวลานานก่อนจะโทรไปหาเพื่อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เขาเล่า เด็กชายบรรยายอย่างละเอียดเพื่อให้เพื่อเห็นภาพ

ในที่สุดเพื่อนก็เชื่อว่าเกิดฆาตกรรมจริง เขาโทรบอกครูประจำชั้น และตำรวจตามด้วยผู้สื่อข่าวมากมายและทั้งหมดต่างไปที่เกิดเหตุในเวลาต่อมา เขาพบเด็กชายซาวาโนอิในสวนสาธารณะไม่ไกล ในมือถือมีดเปื้อนเลือดและเงินสดกว่าสามหมื่นบาท ตามรายงานของผู้สื่อข่าวบอกว่า "เด็กชายมีท่าที่สงบเยือกเย็น ตอบคำถามตำรวจชัดถ้อยชัดคำ"

ในคำให้การของเด็กชายต่อตำรวจ เขาสารภาพว่าทำไปด้วยแรงบีบคั้นมากกว่าความไร้เดียงสา หรือพูดง่ายๆ คือ เขารูตัวดีว่าจะทำอะไร เขาบอกตำรวจว่า ผู้เป็นแม่กระตุ้นให้เขาฆ่า เพราะเธอ ไม่เคยเอาใจใส่เขาเลย เธอปล่อยให้ย่าเลี้ยงผมมาตลอด เธอไม่เคยแสดงความรัก เขายังกล่าวถึงพ่อว่าเป็นพ่อที่แย่มาก ทำงานจนดึกดื่นจากจันทร์ถึงเสาร์ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และออกตีกอล์ฟวันอาทิตย์กับผู้ร่วมงานหรือแขกของบริษัท

นอกจากนี้ เด็กชายยังบ่นอีกถึงเรื่องพ่อที่กลับบ้าน แล้วเมา ใช้เด็กชายเป็นเครื่องระบายอารมณ์

เมื่อเขาจบการศึกษาระดับมัธยมต้น ก็ถูกพ่อแม่กดดันขนาดหนัก ให้สอบแข่งขันเข้าโรงเรียนมีชื่อตามวีถีชีวิตญี่ปุ่นเป็นส่วนมาก "พ่อแม่รังแกฉัน รุมกระหน่ำผม บีบบังคับทั้งวาจาและกิริยาเพื่อให้ผมยอมรับว่า ผมจะต้องไปเรียนเข้าโรงเรียนที่ (พ่อแม่) ต้องการให้ได้ ผมไม่ชอบเรียน แต่แม่กลับคาดหวังว่าผมจะต้องเรียนเก่ง ขณะที่พ่อไม่อยู่บ้าน ไม่เคยสอนการบ้าน พ่อไม่รู้อะไรเลย ฟ้องทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมผ่านแม่ซึ่งก็ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมเช่นกัน ผมจำเป็นต้องใช้มีดเพื่อให้พวกเขาหยุด"

ฟังที่เขาเล่าก็พอรู้สาเหตุว่าทำไมเขาต้องทำการฆาตกรรมบุพการี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไร้มนุษย์ธรรม เกินกว่าที่จะให้ ว่า ทำไมเขาต้องฆ่าย่าที่เลี้ยงดูเขาแต่เล็กแต่น้อย อาบน้ำให้ ซื้อของเล่นให้ และเข้าข้างเด็กชายเสมอเมื่อมีเรื่องกลับครอบครัว "ย่าเป็นคนเดียวที่ผมรัก" ส่วนปู่รอดตายได้เพราะบังเอิญไปทำธุระต่างจังหวัดกับครอบครัว

นี้ถ้าเขามาเมื่อไทยเมื่อไหร่ผมจะกระทืบให้จมดินเลยสิ!

หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นวิเคราะห์ข่าวอย่างระมัดระวังก่อนที่จะระบุว่าทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างล้วนตกเป็นเหยื่อของสังคมญี่ปุ่นที่พิกลพิการ ซึ่งหัวหน้าครอบครัวมักจะบ้างานจนลืมลูกลืมเมีย

"ลูกที่ดีในสังคมของญี่ปุ่นทุกวันนี้ วัดความดีด้วยคะแนนสอบที่โรงเรียน การสอบแข่งขันเข้าเรียนทวีความรุนแรงและกลายเป็นสนามประลองที่เด็กหวาดกลัว ทุกคนรู้ว่าไม่มีเวทีสำหรับผู้แพ้ นี้เป็นความจริงที่ไม่พิสูจน์"

นี้แหละสภาพครอบครัวของญี่ปุ่น เป็นทุกครอบครัวทุกบ้าน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง เด็กญี่ปุ่นทุกคนต้องเจอสภาพนี้ เพียงแต่ว่าพวกเขาจะปรับตัวเพียงใด

แต่สิ่งที่น่าศึกษาลึกลงไปก็คือ ทำไมเด็กชายซาวาโนอิเลือกการฆ่าพ่อแม่ของตนเป็นการตอบโต้แทนการอดทนเช่นเด็กคนอื่น อะไรชักนำให้เขาทำเช่นนี้?

และนี้ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง....



บรูซ แบล็กแมน

วันที่ 18 มกราคม 1978 ประมาณตีห้า ในคอดวิทแลม บริดิชโคลัมเบีย บรูซ แบล็กแมน วัย 22 ปี ยิงและตีพ่อแม่ของตัวเอง พี่ชาย น้องสาวอีกสอง และน้องเขยจนตาย มีคนเห็นพ่อแม่เขาคุกเข่าร้องอ้อนวอนขอชีวิตที่สนามหญ้าก่อนถูกยิง(เลวชาติจริงๆ) แบล็กแมนรับสารภาพว่าเป็นฆาตกร แต่แสดงกริยาท่าทางให้ตำรวจเห็นว่า สภาพจิตของเขาไม่ได้อยู่ในสภาวะปกป้องตัวเองได้ "เชื่อผมเถอะ ผมเป็นคนบ้า" เขาพยายามขัดขื่นการจับกุม และหลังจับกุมเขาบอกกับนักจิตวิทยาที่ร่วมสอบสวนว่า "ผมไม่คิดว่าผมฆ่าพวกเขา ผมแค่พยายามปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ ผมหวังว่าพวกเขาเป็นอิสระแล้วตอนนี้"

การสัมภาษณ์หลังๆ ยังพบว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เขาลอกความคิดมาจากเรื่องราวของฆาตกรโรคจิตชื่อดังนามว่า "บุตรแห่งไอ้แซม"

ใครจำได้บ้างเอย

เขามักได้ยินเสียงหมาหอนและปีศาจวนเวียนในหัว

"ในเดือนธันวาคม(หนึ่งเดือนก่อนการฆาตกรรม) เสียงในหัวผมดังขึ้นเรื่อยๆ" เขาบอกกับนักข่าว "มันเริ่มตอนที่ผมกำลังดูหนัง The Magic Christian ที่นำแสดงโดย ริงโก สตาร์และปีเตอร์ เซลเลอร์ส ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากทีวี เป็นเสียงผู้ชาย เสียงหมาเหา เสียงผู้หญิง และเสียงเพลงและมีคำพูดดังออกมาจากเพลงราวกับว่ามันจะจัดเรียงข้อมูลในสมองผมเสียใหม่ มันเกิดขึ้นในวันที 3 ธันวาคม วันแห่งพลัง ผมไม่อาจขัดขื่น มันเข้ามาครอบครองร่างผมโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้น ยังมีเสียงผู้หญิง เธอมาเพื่อรับตัวผมไป หณิงสาวผิวขาวตาลุกเป็นไฟ ขาวหมดทั้งตัว ขาวจั๊วะ มีไฟพุ่งออกมาจากตา เธอบอกว่าที่จริงผมเป็นพระเจ้า ผมคือปีศาจและเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์ และเป็นเซอุสด้วย เพราะชื่อผมคือบรูซ ผมจึงเป็นเซอุส และผมเป็นรีเบส เพราะผมดื่มเบียร์ ถ้าคุณเขียนคำว่า "เบียร์" กลับหลังมันจะกลายเป็นรีบ ผมจะไม่สามารถร้องไห้หลังวันที่ 3 ธันวาคม เพราะผมไม่มีอารมณ์"

พ่อของบรูซเป็นวิศวกรในสำนักงานควบคุมเพลิงแห่งแวนคูเวอร์และแม่เป็นสมุห์บัญชีในสำนักพิมพ์แวนคูเวอร์ พวกเขาเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสวยงามราคาแพง บรูซ แบล็กแมนทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะนอกเวลา เขาลาออกไม่กี่วันก่อนจะเกิดเหตุฆาตกรรม เราแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความตึงเครียดของครอบครัวเขามากนัก แต่คนรอบข้างบอกว่า "ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นนี้" เขามักไปข้างนอกเพื่อล่าสัตว์กับพ่อบ่อยๆ

การตัดสินของศาลลงความเห็นว่า บรูซ แบล็กแมนจิตวิปราสโดยไม่ต้องสงสัย และเขาถูกพิพากษาให้พ้นผิดเนื่องจากเป็นคนบ้าสอดคล้องกับคำให้การของบรูซที่ว่าครอบครัวของเขาถูกวิญญาณครอบครอง เขาจึงต้องปลดปล่อยเพื่อให้ครอบครัวพ้นจาก "บิ๊กแบง" ซึ่งบรูซหมายถึง "วาระสุดท้ายของมนุษย์ชาติ เมื่อมีดาวใหญ่พุ่งเข้าชน

นี้คือ 2 ตัวอย่างคดีฆาตกรรบุพการี ฆาตกรที่มีชื่อว่าเป็นลูก ได้ทำการฆาตกรรมคนในครอบครัว พ่อ แม่ น้อง ญาติ หรือผู้เลี้ยงดูอย่างโหดเหี้ยม ถึงแม้จะมีสาเหตุแตกต่างกัน เช่นปัญหาครอบครัว โรคจิต ฐานะ สภาพแวดล้อม ฯลฯ แต่ถึงยังไงการฆาตกรรมบุพการีเป็นการกระทำที่สังคมก็ไม่ยอมรับและต่างประณามในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสมือนว่าพวกเขาคือสัตว์นรก

เหมือนดั่งทรพีสองพี่น้อง รายนี้...................



ทรพีสองพี่น้อง
ลีล และ อีริค เมเนนเดช ทรพีสองพี่น้อง



20 สิงหาคม พ.ศ.2532 ที่ เบเวอรี่ ฮิลส์ ประเทศอเมริกา ในค่ำวันอาทิตย์

โมเซ่และคิตตี้ เมนเนนเดช สองเศรษฐีสามีภรรยา กำลังนั่งดูภาพยนต์เจมส์ บอนด์ ตอน THE SPY WHO LOVED ME อยู่ในคฤหาสน์หรูสไตล์เมดิเตอร์เรเนี่ยมขนาด 23 ห้อง ราคาเหยียบ 4 ล้านดอลลาร์

เวลานั้นเป็นค่ำวันอาทิตย์ อากาศร้อนอบอ้าวมาก บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบเพราะคนรับใช้ไปพักผ่อนกันหมดแล้ว

โมเซ่และคิตตี้มีลูกอยู่ด้วยกันสองคน คือลีล 21 ปี และอริด วัย 18 ปี แต่ในคืนนี้ทั้งสองไม่อยู่บ้าน เพราะออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่

แม้ว่าโมเซ่จะมีอายุล่วงเลยเข้าสู่เลข 48 ปีแล้ว และรูปร่างก็ท้วนเล็กน้อย แต่เขาก็ยังมีผลดกดำเต็มศีรษะ รูปร่างฟิตเปรี๊ยะ เนื่องจากการชอบเล่นเทนนิสอยู่เป็นประจำ

นั้นเองที่ทำให้เขาสามารถหาสาวเอ๊าะอายุอ่อนกว่าตนเองมาเชยชมอย่างคิตตี้ไม่ยากนัก

คิตตี้เป็นภรรยาของโมเซ่ เธออ่อนกว่าเขาสองปี เธอจัดว่าเป็นคนสวย ผมสีบลอนด์ ดวงตาสีเขียว

ทั้งสองนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันโดยไม่รู้ว่าความตายกำลังจะมาเยือน!

เวลานั้นประมาณ 4 ทุ่ม สาววัยรุ่นคนหนึ่งเห็นรถเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งไปจอดหน้าคฤหาสน์เมเนนเดช มีชายสองคนก้าวออกมาจากรถ คนหนึ่งเดินกระโปรงท้ายรถ ส่วนอีกคนเดินเข้าไปในบ้าน หลังจากนั้นเธอก็ไม่สนใจอะไรอีก

คฤหาสน์เมเนนเดซใช่ว่าจะกระจอกเพราะสถานที่นี้เคยตกเป็นของศิลปินคนดังและเศรษฐีมาหลายคนแล้ว ทำให้มีระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านถึงขั้นดีเยี่ยม กำแพงรั้วเหล็กสูงลิบลิ่ว ประตูเหล็กที่แน่นหนา แต่จู่ๆ คืนนี้ประตูรั่วเหล็กเปิดอยู่และระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ กลับไม่เตือนภัยกับผู้บุกรุกสองคนนี้

ชายสองคนดูเหมือนจะรู้จักคฤหาสน์หลังนี้ดี ทั้งสองเดินตรงเข้ามาในบ้าน ผ่านห้องโถงเข้าไปในห้องนั่งเล่นข้างใน และตรงไปยังห้องที่โมเซ่กับคิตตี้อยู่

ในตอนนั้นโฆเซ่กำลังนอนเอกเขนกอยู่ในโซฟาหนังสีน้ำตาลใกล้กับประตู ขาเหยียดพาดไว้บนโต๊ะที่ยังมีผลไม้กับถ้วยไอศครีมวางอยู่ ส่วนคิตตี้นอนหงายตักโฆเซ่หลับบนโซฟา ห่มด้วยผ้าห่มบางๆ

ทั้งสองไม่ได้ระมัดระวังตัวและไม่สนใจกับผู้บุกรุกทั้งสองคนนั้นเลยราวกับว่าสองสามีภรรยานั้นรู้จักชายสองคนนี้ดี ………….

เมื่อสบโอกาสเหมาะ คนร้ายคนหนึ่งยกปืนมอสเบิร์กเล็กไปที่สองสามีภรรยาทั้งคู่ มันเหนี่ยวไกลั่นกระสุน 2 นัดใส่โมเซ่ นัดหนึ่งพลาดไปถูกกระจกประตูฝรั่งเศสด้านหลังโซฟาที่โมเซ่นั่งอยู่แตกกระจาย ส่วนอีกนัดหนึ่งโดนไปที่ข้อศอกขวาของโมเซ่ อีกนัดโดนแขนขวา และมันยังตามมาอีกหลายนัด กระสุนปืนเสียงดังราวกับผึ้งแตกรัง โฆเซ่ร้องคราง และไม่อาจขยับไปไหนได้ ขณะนั้นเองคนร้ายอีกคนอ้อมไปข้างหลังของโมเซ่แล้วจ่อยิงเข้าศีรษะเต็มแรงที่ด้านหลัง

โมเซ่ตายทันที……..

คิตตี้สะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงปืน แต่กว่าจะจับต้นชนปลายถูกกับเหตุการณ์ที่อยู่ข้างหน้า เลือดและเศษเนื้อของโมเซ่ก็กระเซ็นมาเต็มตัวแล้ว เธอพยายามหนี แต่ถูกยิงที่ขาและขวาขวา เธอล้มลงระหว่างโซฟากับโต๊ะ เธอพยายามจะตะกายหนีแต่ก็ล้มลงเพราะไปเหยียบเลือดของเธอเองที่ไหลกับพื้น ระหว่างนั้นกระสุนอีกชุดหนึ่งก็กระหน่ำมาที่เธอแบบไม่ยั่ง แม้กระทั้งเธอล้มลงแน่นิ่งแล้วคนร้ายก็ยังไม่หยุดยิง คิตตี้ถูกจ่อยิงที่ศีรษะในระยะเผาขนเข้าที่หน้าขาจนกระดูกขาแตก บนช่วงอกเต็มไปด้วยรอยกระสุน ปอดของเธอพรุนจนเลือดท่วมอยู่ในช่วงอก แต่คิตตี้ยังไม่ได้เธอพยายามกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว

คนร้ายทั้งสองลังแลอยู่ขณะหนึ่งหลังจากกระสุนที่เอามามันหมดแล้ว พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แต่ถ้าคิดว่าถ้าคิตตี้ไว้แล้วเกิดคนรอดตายขึ้นมา เธออาจจำพวกเขาได้ ทั้งสองจำเป็นต้องกลับมาที่รถอีกครั้ง เพื่อกลับมาจ่อยิงที่แก้มซ้ายของคิตตี้ เธอถูกยิงรวมทั้งหมด 10 นัด เฉพาะที่ศีรษะ 4 นัดจนแตกกระจาย

เมื่อมันเสร็จกับภารกิจที่มันตั้งใจทำ ก็หันมาเก็บปลอกกระสุนที่กระเด็นออกทั้งบนโซฟา ตามพื้น และที่พรมโต๊ะอย่างระมัดระวัง

เมื่อเสร็จแล้วคนร้ายทั้งสอง พูดขึ้นมาว่า………

"สำเร็จแล้ว พี่……." หนึ่งในคนร้ายพูดขึ้นในระหว่างอีกคนกำลังขับรถ

"ใช่สำเร็จแล้ว คนร้ายที่ดูเหมือนจะเป็นน้องของฆาตกรอีกคนพูดขึ้น และเว้นช่วงและพูดต่อไปว่า

"เรา………ฆ่าพ่อแม่ของเราเอง ต่อไปนี้จะไม่มีใครบงการพวกเราแล้ว เราจะเป็นอิสระ....ตลอดกาล"

"ใช่ตลอดกาล.............." คนพี่ทวนคำก่อนที่จะจัดฉากฆาตกรรมฆ่าพ่อแม่ของตนเอง

ครอบครัว



โมเซ่ เมเนนเดซ เกิดที่ประเทศคิวบา ในครอบครัวของชนชั้นกลาง เป็นลูกชายคนสุดท้องของพี่สาวสองคน พ่อและแม่ของเขาเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศจนได้รับประกาศเกียรติคุณที่หอเกียรติยศด้านกีฬาของประเทศ นี้เองเป็นสาเหตุให้ครอบครัวของเขามีหน้ามีตาในสังคม แม้ว่าฐานะการเงินจะไม่ร่ำรวยนัก

เมื่อโมเซ่เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ทำให้เขาถูกเลี้ยงดูตามใจตั้งแต่เด็ก โดยหวังว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดตระกูลเมเนนเดซต่อไปในภาคหน้า

ในช่วงปี พ.ศ.2502-2503 มีการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในคิวบา เมื่อฟิเดล คาสโตร ขึ้นครองอำนาจ มีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคม ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางถูกยึดทรัพย์สินเป็นของรัฐจนหมด พ่อแม่ของเขาคิดจะให้ชีวิตลูกชายมีชีวิตที่ดีกว่านี้จึงตัดสินใจส่งโฆเซ่ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับคู่หมั้นของเทอรี่พี่สาวคนโตของโฆเซ่

เมื่อโฆเซ่ไปถึงอเมริกา และได้ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเฮเซินตัน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยโมเซ่ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง ภาษาก็ไม่ต้องถูกถึงเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักตัวเดียว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและสู้ชีวิตโมเซ่ต้องขยันอย่างหนักเป็นสองเท่าของเด็กอื่นๆ ในโรงเรียน ทั้งยังต้องหางานนอกเวลาทำเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย จนกระทั้งได้รับการเข้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเซาท์เธิร์น อิลลินอยส์โดยใช้ทุนเรียนด้วยการเป็นนักว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย และที่นั้นเองเขาก็ได้พบคิตตี้ แอนเดอร์เซนหวานใจในอนาคต

คิตตี้กับโมเซ่พบกันเมื่อคิตตี้อยู่ในชั้นปีที่ 4 แล้ว ในขณะที่โมเซ่เป็นน้องใหม่ แม้คิตดีจะเป็นลูกสาวของพ่อค้าก็ไม่ได้รังเกียจที่เขาเป็นนักศึกษายากจนแต่อย่างใด เธอกับมองเขาว่าโฆเซ่เป็นคนที่จริงจัง เต็มใจจะทำงานหนักเพื่อการเล่าเรียน เขาเคยคุยให้เธอฟังเกี่ยวกับธุรกิจในแผนการสร้างฐานะของเขาในอนาคต และนี้คือสิ่งที่สามารถเอาชนะใจของเธอมาได้ในที่สุด



แต่งงาน



แม้สำหรับครอบครัวของคนทั้งสองไม่ชอบใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่สักเท่าไหร่ แต่ทันทีที่คิตตี้เรียนจบได้ปรัญญาวิทยาศาสตร์ สาขาสื่อมวลชน โฆเซ่และคิตตี้ก็แอบแต่งงานกันเงียบๆ ในปี พ.ศ. 2506 และย้ายไปเรียนต่อที่มหานครนิวยอร์ค โดยโฆเซ่ขอย้ายไปเรียนต่อที่ควีนส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค จนจบปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์ในอีก 4 ปีต่อมา

ระหว่างนั้นคริตตี้ได้ถือกำเนิดลูกขึ้นมาคนแรกคือลีล์ เกิดวันที่ 10 มกราคม 1968 และอีริค เกิดวันที่ 27 พฤศจิกายน 1971

ส่วนโมเซ่ก็เริ่มอาชีพของเขาด้วยการเป็นลูกจ้างในแผนกบัญชีของบริษัทคูเปอร์แอนด์ลีแบรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ และไต่เต้าเข้าสู่ระดับบริหารได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี หลังจากนั้นก็ย้ายไปบริหารงานที่บริษัทเฮิทซ์ บริษัทอัดเสียง อาร์ซีเอ และไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนท์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตามลำดับ

จนกระทั้งเขาร่ำรวยมีเงินมหาศาลและหน้าที่การงานที่มั่งคงในเวลาต่อมา และพาภรรยาและอีริคมาอยู่ด้วย ส่วนสีลนั้นต้องอยู่บ้านที่พรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีเพื่อศึกษาเล่าเรียนต่อ



การเลี้ยงดู



ตามประสาพ่อแม่จนแล้วสร้างฐานะตนเองจนร่ำรวย โมเซ่ค่อนข้างทุ่มเทกับการเลี้ยงลูกทั้งสองของเขามาก โดยหวังว่าทั้งสองนั้นจะต้องสืบทอดและกิจการงานต่อไปในอนาคต เขาจึงพยายามฝึกลูกๆ ให้เรียนรู้งานตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เดินไปถึงจุดนั้นให้ได้ ขณะเดียวกันก็เริ่มตั้งกฎในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การคบหาเพื่อน การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การคิดของลูกๆ

โดยที่โมเซ่ไม่รู้ว่า เขากำลังสร้างแรงกดดันกับลูกในเวลาต่อมา

เข้าข่าย"พ่อแม่รังแกฉัน"

ความกดดันที่โมเซ่มีให้ต่อลูก เริ่มสะท้อนมาทั้งกายและจิตใจเห็นได้ชัดคือการพูดติดอ่าง อาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ กัดฟัน และที่ร้ายที่สุดคืออารมณ์ที่ฉุนเฉียวตลอดเวลา

เมื่ออีริคกับสีลโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ทั้งสองเริ่มเป็นคนต่อต้านครอบครัว เริ่มแหกกฎข้อบังคับต่างๆ นานาของผู้เป็นพ่อ อิริคคนน้องจะถือลีลที่ชายเป็นต้นแบบอย่าง เนื่องจากอิริคไม่เข้ากับพ่อ จึงหันมาใกล้ชิดกับพี่ชายแทน ทั้งที่ทั้งสองพี่น้องนั้นมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ลีลพี่ชายเป็นคนที่เข้มแข็ง ฉลาดหลักแหลม แต่ไม่ฉลาดทางอารมณ์ ถึงแม้จะอายุ 14 ปีแล้ว ก็ยังปัสสาวะรดที่นอน และชอบเล่นตุ๊กตาสัตว์ที่ปั้นด้วยดินน้ำมันมากกว่า ขณะที่อิริคนั้นค่อนข้างเป็นคนอ่อนไหวง่าย และเงียบขรึมกว่ามาก

เพราะความที่ถูกพ่อบังคับมาตลอด ลีลและอิริคจึงส่อแววความเก็บกดมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม โดยครูประจำชั้นในห้องที่เด็กทั้งสองเรียนสังเกตได้ว่าลีลและอิริคยังไม่มีวุฒิภาวะและสมาธิที่เพียงพอต่อการเรียนมากนัก จึงได้ตัดสินใจที่จะเชิญผู้ปกครองมาพบ แต่โมเซ่นั้นเป็นพ่อที่หัวแข็งมากกว่าที่คิด เขาไม่ยอมรับว่าลูกของตนมีปัญหา

โมเซ่เริ่มวาดฝันไว้ว่าลีลจะต้องเข้าเรียนเข้าระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยไอวี่ ลีก ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่โมเซ่ฝันมานานแล้วว่าจะได้เรียน แต่ในตอนนั้นเขามีปัญหาเรื่องเงินทุนในการศึกษา แต่ตอนนี้เขามีเงินทุนแล้ว จึงให้ลีลเรียนหนักยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองลีลรู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นเรียนไม่ดีนัก และเคยบอกกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนว่าไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัย เพราะตั้งใจอยากขอเงินทุนจากพ่อเปิดร้านอาหารดีๆ สักแห่งหนึ่ง

แน่นอนความคิดของลีลนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบของโมเซ่อย่างยิ่ง

พ.ศ. 2529 ลีลสมัครเข้าเรียนที่พรินซ์ตันเพื่อตามใจพ่อ ครั้งแรกได้รับการปฏิเสธ แต่ในปีถัดมาเขาได้สมัครเรียนใหม่อีกครั้ง ด้วยทุนความสามารถทางด้านกีฬา แต่แล้วไม่ถึงเทอมแรกเท่านั้น ลีลก็มีปัญหากับทางโรงเรียนทันที ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนที่แย่ลง และมหาวิทยาลัยจับได้ว่าเขาแอบขโมยงานในแล็บของเพื่อนมาเป็นของตัวเอง จนถูกลงโทษโดยการพักการเรียน 1 ปี

เมื่อลีลถูกพักการเรียน เขาจึงเข้าไปขอร้องพ่อเพื่อที่จะย้ายไปเรียนที่ UCLA หรือที่เพนซิลวาเนีย แต่ผู้เป็นพ่อไม่รับฟังเช่นเคย

ระหว่างที่ลีลถูกพักการเรียน โมเซ่เริ่มดึงให้ลีลเข้าไปทำงานอยู่ที่บริษัทไลฟ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ด้วย แต่ที่นั้นพนักงานคนอื่นไม่ชอบลีลมากนัก เนื่องจากเป็นลูกเจ้านาย แต่ขาดระเบียบวินัย ไม่มีความตั้งใจ และชอบหนีงานไปเล่นเทนนิสเป็นประจำ จนกระทั้ง พ.ศ. 2531 จีลได้กลับเข้าเรียนที่พรินซ์ตันอีกครั้ง ในขณะที่ผลการเรียนก็ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนเดิม

ส่วนอิริคคนน้องนั้นโตขึ้นโดยมีพี่ชายเป็นแบบอย่างทุกอย่าง โดยเฉพาะผลการเรียนที่มีเกณฑ์พอใช้เหมือนกัน ซึ่งคะแนนส่วนหนึ่งนั้นมาจากคริสตี้ช่วยทำการบ้านอีกต่างหาก อิริคคนน้องนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกิจกรรมในครอบครัวมากนัก เพราะเขาเองก็รู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า คนที่ผู้เป็นพ่อพยายามปั้นให้เป็นผู้นำครอบครัวนั้นเป็นลีล ไม่ใช้ตัวเขา

เมื่อโมเซ่ คิตตี้ และอีริคย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนียในปี พ.ศ. 2529 แม้สองพี่น้องต้องห่างจากกัน แต่ก็ผูกผันทางสายเลือดเหมือนเดิม

กรกฎาคม 2531 สองพี่น้อง ลีลและอิริคถูกตำรวจจับกุม หลังที่สืบทราบได้ว่า สองพี่น้องทำตัวเป็นโจรงัดแงะเข้าไปในบ้านเพื่อนที่มีฐานะ โดยขโมยทั้งเงินสดและเครื่องเพชรนิจจินดาออกไปเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 1 แสนดอลลล่าร์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามโมเซ่ผู้เป็นพ่อก็สามารถช่วยลูกให้พ้นผิดไปโดยไม่ยากนัก

โมเซ่นั้นเป็นพ่อที่หัวแข็งมาก ไม่ยอมรับคำแนะนำของคนอื่นเรื่องสันดารของลูกชายจากใครทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้างโมเซ่จะโทษคนรอบข้างและสังคมที่ทำให้ลูกๆ ของเขาเป็นคนอย่างนั้น

สองพี่น้องลีลและอีริคยังก่อเรื่องเดือดร้อนแบบไม่หยุดหย่อน และหนักข้อขึ้นเป็นลำดับ จนพ่อแม่เป็นห่วงและเริ่มกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของตัวเอง ในที่สุดโมเซ่ก็ทนกับเรื่องนี้ไม่ไหว เขาขู่ลูกๆ ว่าจะเขียนพินัยกรรมใหม่ โดยไม่ให้ลูกทั้งสองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้างด้วย

สองพี่น้องรู้ทันทีว่าพ่อเป็นคนพูดจริงทำจริง เพวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่พ่อจะแก้ไขพินัยกรรม...........................

พินัยกรรมฉบับแรกของโฆเซ่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ระบุให้ลีลและอีริคได้รับทรัพย์สมบัติทุกอย่างจากเขา ถ้าเกิดเขาคิตตี้ภรรยาเสียชีวิตลง

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ก่อนเกิดเหตุการณ์เพียงวันเดียว ครอบครัวเมเนนเดซได้เช่าเรือไปล่องตกปลาด้วยกัน ตามให้การของลูกเรือในวันนั้นบอกว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ โมเซ่นั่งตกปลาอยู่ท้ายเรือ ขณะที่คิตตี้ลงไปอยู่เคบินใต้ท้องเรือเพราะเมาคลื่น ส่วนสองพี่น้องอยู่ด้วยกันทางหัวเรือ พูดคุยเหมือนวางแผนอะไรก็ไม่รู้..................................



สอบสวน


เวลา 23.47 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2532 เพียง 2 นาทีหลังจากที่ได้รับแจ้งเหตุการฆาตกรรมในบ้านเมเนนเดซ เจ้าหน้าที่ตำรวจเบเวอรี่ ฮิลส์ 2 นายไปยังที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเดินเข้าไปในบ้าน ก็มีชายสองคนได้วิ่งสวนออกมาจากตัวบ้าน

"โอ พระเจ้า! ผมไม่เชื่อ! ผมไม่เชื่อ!"

ชายสองคนพูดอย่างนั้นไปมาเหมือนคนเสียสติ วิ่งไปวนมาเหมือนคนบ้าและพยายามเอาหัวโขกกับต้นไม้ ในขณะที่ชายอีกคนพยายามรั้งไว้และปลอบให้สงบลง

ตำรวจทั้งสองจึงพยายามจะไต่ถามชายทั้งสอง ซึ่งทราบว่าชายทั้งสองคนนี้คือลีลและอิริคลูกชายของผู้ตายนั้นเอง (พวกเขาคงอาบน้ำที่บ้านและขับรถเพื่อทิ้งหลักฐานก่อนที่กลับมาสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง)

หลังจากนั้นทั้งสองก็นำตำรวจมายังสถานที่เกิดเหตุ...............................

ศพของพ่อแม่ของลีลและอีริคะนองจมกองเลือด มีสภาพแวดล้อมโดยรอบห้องถูกรื้อค้นอย่างกระจุยกระจาย

ไม่กี่นาที นายเลส โซลเลอร์ ตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ก็มาถึงสถานที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุคราวๆ พบว่าไม่มีทรัพย์สินใดสูญหายไป สภาพห้องที่เกิดเหตุแม้จะยุ่งเหยิงกระจุกกระจาย แต่นักสืบระดับแนวหน้ารู้ดีว่ามันไม่ใช้ผลเกิดจากการรื้อค้น นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่าผู้ตายจะคุ้นเคยกับฆาตกรดี เพราะตัวบ้านอาไม่มีการงัดแงะ หรือจู่โจมเข้ามาแต่อย่างใด

สองพี่น้องเมเนนเดซถูกนำตัวสอบปากคำทันที่ แต่ไม่ใช้ในฐานะผู้ต้องสงสัย ตำรวจต้องการทราบเท่านั้นว่าสองพี่น้องนั้นรู้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่ ระหว่างสอบปากคำ อีริคแสดงอาการโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เขาเอาแต่ร้องไห้ฟูฟายสะอึกสะอื้น เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง ส่วนลีลควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า และให้ปากคำได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ลีลให้การว่า คืนนั้นพวกเขาไปดูหนังเรื่องแบทแมน และนัดจะไปทานอาหารเย็นที่ซานต้า โมมิก้า แต่เผอิญหลงทาง จึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนชื่อเพอรี่ เบอร์แมน เพื่อนัดกันที่ร้านชีสเค้ก แฟคตอรี่ ในเบอเวอรี่ ฮิลส์ แทน ระหว่างนั้นสองพี่น้องก็ขับรถกลับมาบ้านเพื่อจะเอาบัตรประจำตัว(ปลอม)ของอีริคเพื่อเอาไปซื้อเครื่องดื่มแอลกฮอล์ แต่พอกลับมาบ้าน เขาสังเกตควันจากห้องนั่งเล่น ซึ่งรีบตรงไปสถานที่ต้นกำเนิดควัน แล้วก็ได้เห็นภาพพ่อแม่ถูกยิงกระจายเลือดนองเต็มพื้น.....

โซลเลอร์เริ่มสงสัยคำให้การของอีริค เพราะตำรวจสองคนให้การภายหลังว่าไม่พบควันดังกล่าวจากห้องนั่งเล่นแต่อย่างใด



เผาเงิน


พิธีฝังศพโมเซ่และคิตตี้ เมเนเดซ มีขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ลีลและอีริคมาช้ากว่ากำหนดถึง 1 ชั่วโมงเต็ม เนื่องจากอีริคอ้างว่าไม่ค่อยสบาย แต่ทันที่ที่เขามาถึงก็ร่ำไห้หน้าแดงก่ำจนหน้าบวมฉุ ส่วนลีลดูสงบเยือกเย็นกว่า

และนับตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นไป อีริคได้เข้ามารับช่วงจากบิดาอย่างเต็มตัวถูกต้องตามกฎหมาย

เพียง 4 วันหลังการฆาตกรรม สองพี่น้องเริ่มใช้ชีวิตในฝันอย่างหรูหราฟุ่งเฟือย โดยใช้เงินประกันชีวิตของโม่เซ่ ซึ่งทำไว้ถึง 650,000 ดอลล่าห์

ทั้งสองเริ่มจากซื้อรถใหม่คนละคัน ใช้เสื้อผ้าและเครื่องประดับมียี่ห้อ ซื้อเครื่องเสียงชุดใหม่ด้วยราคาแพงระยับ ซื้อทุกอย่างตามที่ต้องการ ตระเวณพักห้องวีไอพีที่โรงเรียมระดับห้าดาวทั่วเบเวอรี่ ฮิลส์ โดยอ้างว่าพักที่บ้านไม่ได้ เพราะกลัวฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่จะตามมาฆ่า

แม้ว่าโฆเซ่จะมีทรัพย์สินมากมาย ทั้งบ้าน ที่ดิน และหุ้มในบริษัทไลฟ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ แต่เมื่อหักลบหนี้ทั้งหมดแล้ว มูลค่าทรัพย์สินของโมเซ่และคิตตี้จะเหลือแค่ 14 ล้านดอลลาร์ และหลังจากหักภาษีแล้ว สองพี่น้องจะรับคนละประมาณ 2 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นมรดกก้อนเล็กๆ แต่มันก็ไม่เป็นตามที่ทั้งสองคาดหวังเอาไว้ เพราะมันน้อยกว่าที่คิด

แต่เมื่อเงินขึ้นมา ลีลตัดสินใจสานฝันที่เป็นจริงของเขาที่ตั้งใจตั้งแต่วัยเด็กคือมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง โดยขอซื้อร้านคอฟฟี้ช็อป ชัค สปริง ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องปีกไก่ทอดรสเด็ดในย่างพรินซ์ตัน มาไว้เป็นร้านของตัวเอง โดยใช้เงินซื้อที่มีแพงกว่าความเป็นจริงที่สองเท่าตัว และเปลี่ยนชื่อเป็นมิสเตอร์ ปัฟฟาโล่ ที่ทำไปทำมากิจการของร้านชักไปไม่รอดเพราะหลายคนยึดติดกับชื่อคอฟฟี้ช็อป ชัค สปริง มากกว่าชื่อใหม่ และลีลชอบปล่อยให้เพื่อนกินฟรีบ่อยไป

สงสัย


ทางด้านการสืบสวนของตำรวจ นักสืบเลส โซลเลอร์ กับพรรคพวกกำลังเผชิญปัญหากับการสอบสวน เนื่องจากโฆเซ่ เมเนนเดซ นั้นดันเป็นคนชอบสร้างศัตรูตลอดเวลา เนื่องจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบกดขี่ ดุด่า ทำให้ในแฟ้มการสืบสวนของตำรวจมีรายชื่อผู้ต้องสงสัยคดีนี้ยาวเป็นหางว่าว

จนกระทั้งตำรวจสอบปากคำ ปีเตอร์และคาเรนเวียร์เพื่อนสนิทของโฆเซ่ ตำรวจก็ได้จุดชี้เงื่อนงำที่ไม่คาดคิดมาก่อน

"ผมไม่ทราบอะไรมากมายอรอกครับ แต่ผมสงสัยว่าลูกๆ ของเขาแหละที่เป็นคนทำ"

" หมายความว่าอย่างไรครับ"

"ผมว่าน่ะตั้งแต่พ่อกับแม่ของลีลและอีริคตายไป ดูเหมือนทั้งสองจะสุภาพอ่อนน้อมผู้หลักผู้ใหญ่จนน่าสงสัยมากเกินไปน่ะครับ และนอกจากนี้พวกเขายังจ่ายเงินมรดกของพ่อแม่อย่างสุลุ่ยสุร่ายด้วย"

นับตั้งแต่นั้นมาตำรวจเริ่มจับตาสองพี่น้องอย่างจริงจัง และพบว่าทั้งสองได้แอบจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ลบแฟ้มเดิมๆ ในคอมพิวเตอร์ของแม่ทั้งหมด แล้วทำพินัยกรรมขึ้นมาใหม่โดยโดยไม่ให้มีใครจับได้ และไม่ให้ใครกู้แฟ้มขึ้นมาใหม่ได้

วันที่ 24 ตุลาคม เลส โซลเลอร์ ได้สอบปากคำอีริค เมเนนเดซ ตำรวจถามว่าจริงหรือไม่ที่ระยะหลังสองพี่น้องไม่ลงรอยกัน แค่นี้แหละอีริคที่เป็นคนขวัญอ่อนและอ่อนโลกอยู่และก็พูดเป็นต่อยหอยกลบเกลื่อนทันที "ครับใช้.....ครับ เราไม่ลงรอยกันเนื่องจากลีลใช้เงินมากเกินไป.....เขากำลังจะเป็นเหมือนพ่อ ล่าสุดผมพบว่าลีลเองก็พยายามคิดจะโกงเงินผมมาอีกครึ่งหนึ่งด้วย"

แม้ว่าระหว่างการให้ปากคำ อีริคจะดูเยือกเย็นดี แต่ในใจเขานั้นกลับสั่นไปหมด ทันทีการสอบปากคำจบลง อีริครีบโทรศัพท์ไปหาพี่ชาย แต่ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ในเวลาเขากำลังต้องการใครสักคนอย่างมาก เมื่อหาใครไม่ได้ อีริคจึงตัดสินใจติดต่อไปหา เจอโรมี่ โอซีล จิตแพทย์ประจำตัว

และนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของอีริค!



ความผิดพลาด


เจอโรมี่ โอซิล เป็นจิตแพทย์ประจำตัวที่อีริคมักปรึกษาสุขภาพจิตบ่อยๆ โดยจิตแพทย์คนนี้ก็ใช้วิธีการเหมือนจิตแพทย์ทั่วๆ ไป คือให้คนไข้นอนเตียงและเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือระบายความในใจให้หมดให้ฟัง แน่นอนคำพูดของคนไข้ทั้งหมด จิตแพทย์จะปิดเป็นความลับสุดยอดไม่เพร่งพรายให้แก่ใครเด็ดขาด

แต่เรื่องครั้งนี้โอซิลกำลังผิดจรรยาบรรณ

ครั้งนี้อีริคมาหาจิตแพทย์โอซิลเช่นเคย คราวนี้โอซิลเปลี่ยนบรรยากาศบ้างโดยชวนคุยและระบายความในใจโดยเดินไปรอบๆ เมือง และก่อนที่ทั้งสองจะเดินกลับสำนักงานของโอวิสนั้น จู่ๆ อีริคก็นั่งแปะลงเสามิเตอร์จอดรถ แล้วก็โพล่งออกมาเลยว่า "ผมทำเองครับ ผมกับพี่เป็นคนฆ่าพ่อแม่ของเราเอง!"

อีริคให้การกับโอซิสว่าพวกเขาสองคนพี่น้องถูกพ่อเลียงดูอย่างกดขี่มานานตั้งแต่เล็กจนโต จนท้ายสุด ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลง เพราะเขาบอกกับพวกเราว่าจะตัดแกจากมรดกอีก ประกอบกับดูหนังมินิซีรีย์เรื่องหนึ่งของเพื่อนที่สร้างขึ้นเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับลูกฆ่าพ่อเพื่อฮุบมรดก พวกเขาจึงได้รับแรงบันดาลใจ แต่สำหรับแม่ พวกเขาไม่คิดจะทำร้ายเลย เพียงแต่ในช่วงวินาทีนั้นคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรถ้าฆ่าพ่อโดยไม่ฆ่าแม่ด้วย

โอซีสขอให้อีริคหยุดเรื่องนี้ไว้แค่นี้ก่อน เนื่องจากอยากให้ลีลมาคุยได้ จึงโทรไปหาลีล

หลังจากโอซีลกับจากการโทรศัพท์หาลีล อีริสก็เล่าต่อมาได้ปืนจากซาน ดิเอโก และหลังจากที่ก่อเหตุแล้วจึงช่วยกันเก็บปลอกกระสุนทั้งหมดไปจนหมด โดยไม่ต้องห่วงว่ามีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่ไหนบ้าง เนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นที่บ้านของพวกเรา รอยนิ้วมือน่ะจึงปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งอยู่แล้ว หลังจากที่ฆ่าพวกเขาเราก็เอาปืนไปโยนทิ้งที่ช่องเขาแห่งหนึ่งริมถนนมัลฮอลแลนด์ ระหว่างทางไปซาน เฟอร์นานโด ส่วนปลอกกระสุนที่เก็บมา รวมทั้งรองเท้าเปื้อนเลือดและเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือด ได้ถูกนำไปทิ้งในรังขยะที่ปั๊มน้ำมัน

เมื่อลีลมาถึง และได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากอีริคที่เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้โอซีลฟัง อีริคโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พร้อมกับขู่โอซีลว่าถ้าปากโป้งนำเรื่องนี้ไปบอกต่อให้ใครรู้ เขาจะฆ่าทิ้ง

"ฉันไม่เชื่อเลยว่าแกบอกเขาไปแล้ว เราคงต้องฆ่าปิดปากเขาเสียแล้ว รวมทั้งคนที่ติดต่อกับเขาด้วย"

แต่อิริคตะโกนตอบกลับพี่ชายว่า "ถึงฉันห้ามพี่ไม่ให้ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ฉันจะไม่ฆ่าใครอีกแล้ว"

สองพี่น้องทะเลาะกันอยู่นาน จนโอซิลสัญญาจะไม่ปากโป้ง ทั้งสองจึงยอมกลับบ้าน

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โอซิลไม่ปากโป้งแจ้งความตำรวจแต่อย่างใด เนื่องจากสิ่งที่เขารู้เป็นความลับของคนไข้ สิ่งที่เขาทำมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือการจดบันทึกและบันทึกเสียงระหว่างเขากับสองพี่น้องไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนเท่านั้น

5 มีนาคม พ.ศ. 2533 โชคก็เข้าข้างตำรวจ เมื่อจูดาลอน สมิธ หญิงสาววัย 37 ปี เจ้าของธุรกิจ อัดล้างเทปและเป็นคู่รักของเจอโรมี่ โอซีส เธอให้การว่าได้ยินสิงพี่น้องลีลและอีริคกำลังข่มขู่โอซิลจากห้องหนึ่ง และได้ยินเสียงสองพี่น้องทะเลาะกันด้วย

เธอแนะให้ตำรวจค้นบ้านและสำนักงานของจิตแพทย์โอซิลเพื่อหาหลักฐาน.................

วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2533 นักสืบโซลเลอร์ ได้หมายค้นที่สำนักงานโอซิด และตำรวจก็ไม่เสียแรงเปล่า พบทั้งเทปตามที่สมิธอ้าง จำนวน 17 ม้วน และนอกจากนี้ยังมีบันทึกที่โอซีดจดอีก 7 หน้า

หลักฐานที่ตำรวจพบได้เป็นหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดสองพี่น้องได้เป็นอย่างดี

วันเดียวกันนั้น ลีลก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขณะกำลังจะออกไปกินอาหารกับเพื่อน ๆ และถูกส่งตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำชายในลอส แองเจลิส อีกสามวันต่อมา วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2533 อีริคก็ถูกจับกุมได้ในขณะเดินทางกลับจากการแข่งขันเทนนิสที่ไมอามี่ที่ท่าอากาศยานลอส แองเจลิส และถูกส่งตัวไปคุมขังไว้ที่เดียวกับพี่ชายโดยทั้งสองผู้ตั้งข้อหาฆ่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของตนเอง



ขึ้นศาล


แม้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ในคุก แต่ดูเหมือนลีลและอีริคจะไม่สะทกสะท้านสักนิดกับโทษที่จะได้รับข้างหน้า เพราะพวกเขามีเลสลี่ อับรามสัน ทนายความฝีมือดีสุดยอดมาว่าความโดยให้ค่าตัวสูงถึง 750,000 บาท

การดำเนินคดีมีขึ้นที่ศาลแขวงลอส แองเจลิส เมืองซานต้า โมมิก้า

แต่กว่าจะมีการพิจารณาคดี ลีลและอีริคต้องใช้เวลาคอยในเรือนจำชายนานถึง 3 ปี เพื่อรอให้สำนวนฟ้องสมบูรณ์ ประกอบกับมีเรื่องสองพี่น้องแทรกจากคุกหลายประเด็นเช่น พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของอีริคในคุก? ปัญหาทางจิตของสองพี่น้อง เป็นต้น จนกระทั้งวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2536 การพิจารณาคดีจึงเริ่มขึ้น โดยแยกระหว่างคดีของลีลและอีริคออกจากกัน การเริ่มต้นของการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน ระหว่างทีมอัยการโจทก์และทนายจำเลย โดยมีเจอโรมี่ โอซีลเป็นดาวเด่นของฝ่ายพยานโจทก์ และมีสแตนลีย์ ไวส์เบิร์ก เป็นหัวหน้าคณะผู้พิพากษา

การพิจารณาคดีต้องใช้เวลาข้ามปีจนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2537 จึงเสร็จสิ้น แต่แทนที่ปิดศาล ดันมีปัญหาที่คณะลูกขุนไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งสองพี่น้องเป็นฆาตกรหรือเหยื่อของการกดขี่มาอย่างยาวนานแน่ ผู้พิพากษาเห็นถ้าไม่ดีจึงประกาศให้การพิจารณาคดีในครั้งนี้เป็นโมฆะจึงเสร็จสมบูรณ์ และเริ่มพิจารณากันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2538 โดยครั้งนี้ผู้พิพากษาไวส์เบิร์กให้พิจารณารวมกันทั้งสองคน แต่มีลูกขุนคณะเดียว และทีมงานอัยการถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งคณะ ส่วนทีมทนายจำเลยยังคงเดิม

เดวิด คอนน์ หัวหน้าทีมอัยการได้ศึกษาข้อผิดพลาดจากการพิจารณาคดีครั้งแรก และนำมาปรับปรุง จนถึงวันพิจารณาคดีครั้งที่สองเขาไม่ให้โอซีลขึ้นให้การ แต่ใช้เทปคำรับสารภาพของโฮซีลแทน

ทนายจำเลยได้ซักค้านพยานไปทั้งหมด 25 ปาก ใช้ช่วงระยะเวลา 7 เดือน โดยอัยการได้เริ่มสืบหักล้างตลอดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 จึงแถลงปิดคดี

คณะลูกขุนใช้เวลาหารือกันอยู่หลายวันอย่างคร่ำเคร่ง จนกระทั้งวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2539 จึงมีการตัดสินว่าสองพี่น้องตระกูลเมเนนเดซมีความผิดใน 2 กระทง คือฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และสมคบกันฆ่าคนอื่น ผลการตัดสินคือ

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ผู้พิพากษาอ่านคำให้การให้จำคุกจำเลยทั้งสองจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีสิทธิรับทัณฑ์บน โดยสองพี่น้องถูกส่งไปยังเรือนจำนอร์ธ เคิร์น ที่เดลาโนเพื่อทำการตรวจสุขภาพ และถูกจับแยกกันในสองเดือนต่อมา โดยลีลถูกส่งไปคุมขังที่ทัณฑสถานกลางแคลิฟอร์เนีย ส่วนอีริคถูกส่งตัวไปยังเรือนจำของรัฐใกล้เมืองซาคราเมนโต้

ทั้งสองคนถูกจัดไว้ในประเภทนักโทษที่ต้องควบคุมตัวอย่างเข้มงวดสูงสุดจนถึงปัจจุบัน



----------------------

อ่านแล้วไม่กล้ามองกระจกเลยค่ะ กลัวฆาตกรอยู่ข้างหลัง

ปล.ขอบคุณเว็บเดกดีค่ะ แต่เอามาจากปาล์ม เว็บสาวสวยอันดับ1ของประเทศไทย

ดูได้อีกเยอะแยะมากมายที่ http://writer.dek-d.com/writer/story/view.php?id=205702


_________________




ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ทุกอย่างเมื่อมีผลก็ต้องมีสาเหตุ ถึงมันจะดูไม่สมกับผลที่เกิดขึ้นมากนัก


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ตำแหน่ง AIM MSN Messenger หมายเลข ICQ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
น่ากัว

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
บางทีบีบบังคับกันมากๆ ก็อาจจะถูกปล่อยมาในลักษณะนี้

มาคิดถึงความจริงข้อนี้ ก็น่ากลัวเหมือนกันนะคะ

บางคนอาจจะบอกว่า เค้าโง่ บ้าหรือเปล่าที่ทำแบบนี้ ถ้าคุณกำลังคิดแบบนี้ หรือถ้าคุณมีความเข้มแข็งด้านจิตใจ คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไร เพราะคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นไม่ใช่คุณ เพราะพื้นฐานด้านจิตใจของคนเราไม่เหมือนกัน

น่ากลัวซะจนคิดว่า อย่าให้เกิดที่ประเทศของเราเลย เรื่องแบบนี้ แต่ ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า จะไม่มีคนอย่าง ซาวาโนอิ อยู่ในประเทศของเราเลย อีกทั้งไม่มีใครมั่นใจว่า มันจะไม่เกิดขึ้นนะคะ


_________________

>>>...Blink 182...<<<
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ตำแหน่ง AIM Yahoo Messenger MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อาเมน

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมันย่อยมีเหตุผล

ความกดดัน และบีบคั้นมันคงเยอะจริงๆ

อย่าที่ รีบนบอก เราไม่ใช่คนๆ นั้นในเหตุการณ์ เราคงไม่เข้าใจสภาพจิตใจที่บอบช้ำของคนเหล่านั้นได้


ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เหมือนที่รีบนๆว่ามา


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Disney Boy พิมพ์ว่า:
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมันย่อยมีเหตุผล

ความกดดัน และบีบคั้นมันคงเยอะจริงๆ

อย่าที่ รีบนบอก เราไม่ใช่คนๆ นั้นในเหตุการณ์ เราคงไม่เข้าใจสภาพจิตใจที่บอบช้ำของคนเหล่านั้นได้


เห็นด้วยมากที่สุด


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
น้องจุกน่ากลัว


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 2
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com