
http://www.facebook.com/hysteriaculture
http://hysteriaculture.wordpress.com/2013/12/12/dido-girl-who-got-away-popfolktrip-hopelectronica-95-55/comment-page-1/#comment-501
Dido : Girl Who Got Away : Pop/Folk/Trip-Hop/Electronica (95% = 5/5)
(อัลบั้มนี้เคยเขียนไว้ก่อนเปิดบล็อคนะคะเป็นอัลบั้มติดท็อป5ประจำปีนี้ของทางเพจว่าแล้วขออนุญาติหยิบกลับมาลงอีกที)
สำหรับศิลปินอังกฤษท่านนี้นี่คงต้องท้าวความไปถึงสมัยซิงเกิ้ล Thank You ในอัลบั้มแรกที่ป๋าเอมิเน็มแร็พเพอร์หัวใสหยิบไปหยอดเป็นแซมเพิ่ลในเพลง Stan ของเขาส่งอานิสงส์ผลพลอยให้ชื่อของสาว ไดโด้ หรือที่เรียกเต็มๆว่า ไดโด้ ฟลอเรียง คลู เดอ บูเนอเวย์ อาร์มสตรอง เป็นที่จับตามองถึงขั้นที่ No Angels อัลบั้มเปิดตัวชุดแรกขายดิบขายดีไปถึงสามล้านชุดในอเมริกาเลยทีเดียว
ในอัลบั้มชุดที่สอง Life For Rent นี่เป็นงานที่ทำให้ดิฉันได้รู้จักศิลปืนท่านนี้จำได้ว่าแรกๆ ไม่ชอบ ไม่ใช้ว่างานไม่ดีแต่ด้วยความที่งานของเธอเป็นอัลบั้มพ็อพชั้นดีมีหีบห่อห่างไกลจากงานพ็อพเมนทสตรีมและค่อนข้างฟังยาก แต่หลังจากที่วุฒิภาวะทั้งทางอายุและรสนิยมทางดนตรีเจริญเติบโตขึ้นเมื่อย้อนไปฟังบางเพลงอย่างDont Leave Home,This Land Is MineหรือLife For Rent ทุกวันนี้กลับหลงหัวปักหัวปำเช่นเดียวกับที่ใจยังเต้นดังเสมอเมื่อได้ยิน White Flag เพลงเก่งของอัลบั้มเล่นตามสถานีวิทยุบ่อยๆนั่นแหละ
เชื่อว่าเด็กคอเมนทสตรีมรุ่นนี้บางท่านคงรู้สึกกับ Girl Who Got Away งานชุดล่าสุดของเธอไม่ต่างจากสมัยที่ดิฉันฟัง Life For Rentนั่นแหละ งานของสาวไดโด้ยังคงต่อยอดความเป็นโฟล์ค ทริพฮอพและอิเล็คโทรนิก้าผสมผสานลงสู่งานพ็อพชั้นดีของเธอ คราวนี้หลายแทร็คค่อนไปเชิงทดลองจนกล้อมแกล้มเป็นดนตรีจำพวกฟิวชั่นหรือเอ็กซ์เพอริเมนทัลที่ยุคนี้นิยมเล่นกันก็อย่างที่บอกเป็นงานพ็อพที่อาจจะฟัง ยาก สำหรับคอเมนทสตรีมแต่เชื่อเถอะคุ้มค่าทุกเสี้ยววินาทีที่ลอง
ถามถึงเพลงที่ชอบเพลงแรกเลยคงหนีไม่พ้น No Freedom (5/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่จับมาเปิดอัลบั้มได้สวยมากๆ เป็นงานโฟล์คเพราะๆลุ่มลึกนุ่มนวลอบอุ่น เรียบง่ายแต่กระแทกลงไปถึงกลางใจอารมณ์ประมาณบางเพลงของ Goldfrapp ในอัลบั้ม A&E นั่นแหละ ชอบท่อนที่ร้องว่า No Freedom Without Love,No Love Without Freedom ฟังแล้วหลุดลอยไปเลยทีเดียว ในขณะที่ไทเทิ่ลแทร็ค Girl Who Got Away (4.5/5) ก็เป็นงานอิเล็คโทรพ็อพเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจตามสไตล์ ไดโด้หลอมความเป็นฮิพฮอพเข้ามาเล่นใน Let Us Move On Ft. Kendrick Lamar (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวเป็นงานอิเล็คโทรนิก้าสไตล์ทริพฮอพที่เท่ห์ลงตัวไม่หยอก สำหรับ End Of Night (4.5/5) ก็เป็นงานทริพฮอพสวยๆลอยละล่องไปในอากาศแค่ท่อนคอรัสเจิดจรัสมากๆ รากฐานของดนตรีโฟล์คแท้ๆชนกับซาวนด์อิเล็คโทรนิคใน Sitting On The Roof Of The World (5/5) ก็นับเป็นงานสไตล์ทดลองกล้อมแกล้มสู่ภาคของดนตรีโฟล์คโทรนิก้าดีๆได้เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน Love To Blame (4.5/5) นี่ก็ออกแนวฟิวชั่นจ๋าเป็นเอ็กซ์เพอริเมนมัลที่จับเอาพ็อพ โซล ทริพฮอพ เร็กเก้และอิเล็คโทรนิก้ามาชนกันโครมดูมีสีสันและโต่งเกินภาพรวมของอัลบั้ม แต่ไม่เสียเอกภาพนะ ปิดอัลบั้มด้วย Day Before We Went To War (4.5/5) เป็นงานทริพฮอพที่หยิบเอาลูกเล่นของพวกมิวสิคคัลจำพวกออเครสตร้ามาประดับแพรวพราว ฟังในชั้นเชิงแล้วขนลุก เจ๊แน่จริงๆ
ไม่รู้จะสรุปอย่างไรให้สวยหวานดีสำหรับอัลบั้มนี้ คือเป็นงานชุดแรกของปี2013นี้จริงๆที่ได้ใจไปทั้งดวง ได้ใจไปแบบไม่ได้เข้าข้าง ไม่ได้เขียนเชียร์หรือรับคำสั่งจากใครให้เขียนชม เป็นงานที่ฟังแล้วแม้เนื้องานจะฉาบเต็มเปี่ยมด้วยความเย็นยะเยือกแต่ความรู้สึกภายในกลับอบอุ่น Girl Who Got Away คือหนึ่งในงานที๋ดีที่สุดประจำปี2013