˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
พวกเธอมีอาจารย์ในรร./ติวเตอร์ที่เป็นแรงบรรดาลใจบ้างมั๊ย?
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ฝากพลีเสียงด้วยคับ ><"


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
พระนางแมรียา พิมพ์ว่า:
ขอบคุณอาม่า และเห็ดเผาะมากเลยนะคะ วันนี้เราได้ถกอะไรเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยได้ถึงเนื้อถึงแก่นกันจริงๆ


หวังว่าน้องๆทางบ้าน คงจะได้รับประโยชน์จากการอภิปรายในยัติที่ว่าด้วยเรื่อง การศึกษาไทย ไม่มากก็น้อย ส่วนตัวรู้สึกขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่ห้กำเนิดเรามา แมรียา และ เห็ดเผาะ ขอบคุณน้องๆทางบ้านทุกคนที่ติดตาม เราสัญญาค่ะ เราจะสร้างสรรสิ่งดีๆแบบนี้ให้น้องๆได้รับชมกันต่อไปค่ะ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
nini พิมพ์ว่า:
Disney Boy พิมพ์ว่า:
ไม่เคยเรียนติวเตอร์อ่ะ ส่วนตัวมองว่าเป็น สถาบันที่เน้นเรียนไปสอบสอบ ไม่ได้เน้นเรียนแล้วได้ความรู้


มันก็จริงแค่50%ค่ะ เพราะว่าแน่ใจเหรอ? ว่าอ.ในรร.สอนเราเต็ม100% แน่ใจเหรอค.รู้ที่ได้รับในรร.ของเราทำให้เราเอามาปฎิบัติในชีวิตจริงๆได้ เอาแบบรุ่นพี่ที่รู้จังน่ะ เรียนสิลป์-คำนวณ ไม่มีค.รู้ภาษาที่3เลย แต่ได้เป็นพนง.ภาคกราวด์ของสายการบินหนึ่ง ซึ่งเค้าอยากได้งานที่ญี่ปุ่นมากกว่า เพราะเงินเดือนดี แต่มันต้องสอบใบวันผลต่างๆสกิลเกี่ยวกับญี่ปุ่น คงจึงลงสถาบันสอนภาษาแบบเร่งรัด ซึ่งตอนนี้เค้าก็ได้งานทำที่ญี่ปุ่นโดยไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แถมคะแนนเค้ายังสูงกว่าพวกจบเอกแจปด้วยซ้ำ ซึ่งบางที ความรู้บางอย่างในรร.นอกจากใช้ในชีวิตค.เป็นจริงไม่ได้แล้ว ยังไม่สามารถต่อยอดด้านการศึกษาได้อีก จริงๆอยากใช้คำว่าทั้งหมดน่ะ เพราะจริงๆอย่างความรู้วิทย์พวกสิ่งแวดล้อม โลกของเราก็อาศัยอ่านข่าวหรือวารสารอะไรมากกว่า อาจเป็นเพราะระบบข้าราชการไทยมันแย่ เด็กจึงต้องการที่พึ่งที่สามารถต่อยอดค.ต้องการเค้าได้ด้วยละค่ะ


ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับ จุดๆ นี้ สถาบันติวเตอร์ที่ญี่ปุ่นเองก็แทบจะไม่ค่อยมีด้วยซ้ำ นอกจากสถาบันเรื่องเฉพาะอย่างไปเลยมากกว่า จริงๆที่เด็กไทยต้องยอมรับคือ ตัวเองขี้เกียจไม่มีความมั่นใจ เหมือนเด็กทารก ที่รอคนเขาป้อนอาหารเข้าปาก มันจริงอยู่ที่ รร สมัยนี้อาจจะไม่สอนเด็กร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ตั้งใจเรียน เรียนรู้เรื่อง กลับไปอ่านต่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเอง ไม่เข้าใจก็ถาม แค่นี้ก็มีความรู้มากพอ หรือบางทีก็มากกว่าพวกที่เรียนพิเศษด้วยซ้ำ แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกที่ติดเรียนพิเศษ จะไม่ค่อยสนใจเรียน เพราะคิดว่า ยังไงซะ ฉันไปเรียนพิเศษก็รู้เรื่อง ก็เพราะคิดอยู่นี้ยังไงล่ะ การศึกษาไทยมันแย่ทั้งตัวเด็กเอง อาจารย์ และ ระบบ ถ้าเด็กไม่เปลี่ยนความคิด ระบบไม่หยุดเวิ่นเว้อ และอาจารย์เลิก งก วิชา อนาคตของการศึกษาไทยก็คงดีกว่านี้

ปล. พวกที่หวังพึ่งแต่เรียนพิเศษ จะเข้ามาเรียนในรั้ว รร ทำไม ก็เรียนพิเศษไปสิ แล้วไปสอบเทียบเอา


ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ไงล่ะ nini


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Disney Boy พิมพ์ว่า:
nini พิมพ์ว่า:
Disney Boy พิมพ์ว่า:
ไม่เคยเรียนติวเตอร์อ่ะ ส่วนตัวมองว่าเป็น สถาบันที่เน้นเรียนไปสอบสอบ ไม่ได้เน้นเรียนแล้วได้ความรู้


มันก็จริงแค่50%ค่ะ เพราะว่าแน่ใจเหรอ? ว่าอ.ในรร.สอนเราเต็ม100% แน่ใจเหรอค.รู้ที่ได้รับในรร.ของเราทำให้เราเอามาปฎิบัติในชีวิตจริงๆได้ เอาแบบรุ่นพี่ที่รู้จังน่ะ เรียนสิลป์-คำนวณ ไม่มีค.รู้ภาษาที่3เลย แต่ได้เป็นพนง.ภาคกราวด์ของสายการบินหนึ่ง ซึ่งเค้าอยากได้งานที่ญี่ปุ่นมากกว่า เพราะเงินเดือนดี แต่มันต้องสอบใบวันผลต่างๆสกิลเกี่ยวกับญี่ปุ่น คงจึงลงสถาบันสอนภาษาแบบเร่งรัด ซึ่งตอนนี้เค้าก็ได้งานทำที่ญี่ปุ่นโดยไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แถมคะแนนเค้ายังสูงกว่าพวกจบเอกแจปด้วยซ้ำ ซึ่งบางที ความรู้บางอย่างในรร.นอกจากใช้ในชีวิตค.เป็นจริงไม่ได้แล้ว ยังไม่สามารถต่อยอดด้านการศึกษาได้อีก จริงๆอยากใช้คำว่าทั้งหมดน่ะ เพราะจริงๆอย่างความรู้วิทย์พวกสิ่งแวดล้อม โลกของเราก็อาศัยอ่านข่าวหรือวารสารอะไรมากกว่า อาจเป็นเพราะระบบข้าราชการไทยมันแย่ เด็กจึงต้องการที่พึ่งที่สามารถต่อยอดค.ต้องการเค้าได้ด้วยละค่ะ


ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับ จุดๆ นี้ สถาบันติวเตอร์ที่ญี่ปุ่นเองก็แทบจะไม่ค่อยมีด้วยซ้ำ นอกจากสถาบันเรื่องเฉพาะอย่างไปเลยมากกว่า จริงๆที่เด็กไทยต้องยอมรับคือ ตัวเองขี้เกียจไม่มีความมั่นใจ เหมือนเด็กทารก ที่รอคนเขาป้อนอาหารเข้าปาก มันจริงอยู่ที่ รร สมัยนี้อาจจะไม่สอนเด็กร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ตั้งใจเรียน เรียนรู้เรื่อง กลับไปอ่านต่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลเอง ไม่เข้าใจก็ถาม แค่นี้ก็มีความรู้มากพอ หรือบางทีก็มากกว่าพวกที่เรียนพิเศษด้วยซ้ำ แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกที่ติดเรียนพิเศษ จะไม่ค่อยสนใจเรียน เพราะคิดว่า ยังไงซะ ฉันไปเรียนพิเศษก็รู้เรื่อง ก็เพราะคิดอยู่นี้ยังไงล่ะ การศึกษาไทยมันแย่ทั้งตัวเด็กเอง อาจารย์ และ ระบบ ถ้าเด็กไม่เปลี่ยนความคิด ระบบไม่หยุดเวิ่นเว้อ และอาจารย์เลิก งก วิชา อนาคตของการศึกษาไทยก็คงดีกว่านี้

ปล. พวกที่หวังพึ่งแต่เรียนพิเศษ จะเข้ามาเรียนในรั้ว รร ทำไม ก็เรียนพิเศษไปสิ แล้วไปสอบเทียบเอา


เพิ่มอีกอย่าง กับนิสัยของเด็กไทยที่ไม่คิดที่จะขวนขวา หาความรู้ด้วยตัวเองก่อน ทำให้ไม่ค่อยจะมีความคิดริเริ่ม หรือสร้างสรรค์ หรือแม้แต่ภาวะความเป็นผู้นำ พวกที่เรียนพิเศษมามันก็แค่ ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
หมอพิญสิณี ครับ ฮ่าๆๆๆ ยอมรับว่าสมัยก่อนแอนตี้การเรียนพิเศษเป็นอย่างมาก พอได้มาเรียนจริงก็แบบ คือมันได้ความรู้อ่ะ รู้สึกว่าที่สอนพิเศษเค้ามีวิธีสอนที่ทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายเสมอ แต่ไม่รู้ทำไมบางคนถึงบอกว่าแค่เอาไปสอบ ทั้งที่ตัวเองไม่มีประสบการร์มาแต่ก็อยากตัดสินคนอื่น เหอะๆ เพลียยยย

ปล มีสอบเทียบก็ดีนะสิ
like like


_________________
He is mine R E M E M B E R ! !

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ติวเตอร์ไม่เคยเรียนนะ แต่จากที่เพื่อนๆ เคยมาสาธยาย และ พล่ามๆ ให้ฟัง เอาชีตให้ดู แล้วบอกว่าเขาสอนแบบนี้ สอนให้จำแบบนี้ เราก็ดูแล้ว รู้สึกว่า มันก็ที่อาจารย์สอนในห้องล่ะ แค่คุณไม่ตั้งใจเรียนเอง แม้ในห้องจะไม่สอนสนุก แต่ก็ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย จะไปสิ้นเปลืองกับอะไรที่ไม่จำเป็นทำไม ในเมื่อตัวเองก็ขวนขวายได้

ปล. สอบเทียบ มีทั้งระบบ GED และ IGCSE นะ เป็นการสอบเอาวุฒิ ม. ปลายในระบบอินเตอร์
เหมือนเราจบ high school มา ส่วนระบบของไทยไม่แน่ใจว่า สอบแบบไหน แต่สองตัวข้างบน สอบเป็นอิง ส่วนตัว IGCSE นั้นมีให้เลือกทั้ง แผนวิทย์ และ ศิลป์

ปล.2 อ่อ ไม่ได้บอกนะว่าติวเตอร์ไม่ดี มันก็มีส่วนดีของมันอยู่ เพราะมันก็เหมือนกับตัวเราเองได้ขวนขวายหาความรู้เองนอกห้องเรียน แต่พวกที่ติดติวเตอร์ จนเหมือนคลั่ง วันๆ จ้องรอจะไปติวเตอร์อย่างเดียวเนี้ย ประสาทมากๆ


ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ยอมรับเลยล่ะครับ ว่าแต่ก่อนตัวเองอยากขวนขวายเอง ไม่เอาเรียนพิเศษเลย สุดท้ายผมก็ผิดเองที่ไม่สามารถตั้งใจขวนขวายเองได้ ทนแรงกดดันจากรอบข้างไม่ไหวก็เลยตั้งใจจะลองเรียน คอร์สเดียวก่อนว่าตัวเองเหมาะกับติวเตอร์ไหม สุดท้ายมันทำให้ผมได้ความรู้ ทำคะแนนในโรงเรียน และผมคิดว่าผมเรียนแล้วเข้าใจมันจริงๆ รู้ว่าประโยชน์ของเนื้อหามันคืออะไรจริงๆ ครับ

ส่วนเรื่องอาจารย์ที่ รร มันแตกต่างกันครับบ้างโรงเรียนก็สอนเต็มที่ บ้าง รร ก็ไม่เต็มที่ ส่วน รร ผมไม่เต็มที่ครับ ไม่ขอเล่ารายละเอียด แล้วผมมันใจว่า รร ผม หยุดเยอะเป็นอันดับต้นๆ ไม่ก็อันดับหนึ่งของประเทศไทยเลย ฮ่าาๆๆ



_________________
He is mine R E M E M B E R ! !

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
โอเคน่ะ ที่ปูพูดมาอาจจะจริงแต่ไม่ทั้งหมด โอเคว่าเด็กไทยอาจพึ่งติวเตอร์มากเกินเหตุ แต่ ณ จุดนี้ของบางอย่างในตำรามันช่วยไม่ได้จริงๆ เช่น การวัดความรู้ในทักษะต่างๆที่ทางกระทรวงนำมารับเด็กเข้าสอบ ซึ่งการขวนขวายแบบที่ปูพูดมันต้องใช้เวลา และมันเป็นสิ่งที่ยากน่ะที่เราต้องศึกษาด้วยตนเองอย่างถ่องแท้โดยปราศจากการแนะนำ บางครั้งเราจำเป็นต้องการที่พึ่งและคำแนะแนวจากคนที่มีความรู้ในระดับน่าเชื่อถือ แล้วมั่นใจเลยว่า อ.ในรร.ร้อยละ90%ค่อนข้างกั๊กค.รู้ ไม่ก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะตอบสนองตรงนั้นได้ แล้วตำราจากกระทรวงก็แล้วไปใหญ่ พิมพ์อีกอย่าง ออกให้เด็กทดสอบอีกอย่าง แล้วจะเรียกร้องให้เด็กเลิกพึ่งติวเตอร์มันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อจุดประสงค์และความเป็นจริงในการรับเด็กเข้าศึกษาในระบบอุดมศึกษามันแตกต่างกันเกินไป การจะให้เด็กพึ่งตัวเอง ศึกษามันด้วยตัวเองมันไม่สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้รีขอไม่พูดถึงน่ะ เพียงแต่ว่าระบบหน่วยงานราชการมันมีประสิทธิภาพต่ำ บางเรื่องถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรกระทรวงก็จริง แต่ไม่มีในตำราการเรียนการสอน เช่นเด็กภาษา เจอฟิสิกส์ขั้นแอดวานซ์ หรือเด็กวิทย์เจอโครงสร้างสตักเจอร์แบบที่เด็กสายวิทย์เรียนแค่แกรมม่าพื้นฐานกับรีดดิ่งธรรมดา ในเมื่อกระทรวงเลือกที่จะคัดเด็กเข้าแบบแอดวานซ์แต่กลับให้สถาบันการศึกษาตอนเด็กให้รู้แบบงูๆปลาๆ มันจะเกิดผลอะไร สุดท้ายก็ไม่เกิดผลดีทั้งคู่ ที่สำคัญในเมื่อหลักสูตรที่ออกในข้อความไม่ได้เป็นเรื่องเดียวในตำรา มันก็ยากที่เด็กจะสามารถหาศึกษาเองได้ทั้งหมด ซึงความผิดตรงจุดนี้สมมุติเด็กทำไม่ได้จริงๆ แล้วมันควรเป็นความผิดของเด็กงั้นเหรอ??? แล้วการวัดทักษะต่างๆทั้ง หมอเอย นิติ รัฐศาสตร์ในโคว้รับตรงหรือแม้แต่PAT บางอย่างมันไม่มีในตำราแน่นอนหรือแม้กระทั้งรีเซิร์ช ทั้งวิทย์ คณิต หรือภาษาซึ่งสมควรเป็นข้อสอบในระดับอุดมศึกษาด้วยซ้ำ ตรงจุดนี้ก็ปฎิเสธไม่ได้แน่นอนอีกล่ะว่าที่เด็กจะไปหาความรู้จากที่ไม่เคยพบเคยเห็นมันเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นมันก็ต้องเกิดติวเตอร์ขึ้นอยากหลีกเหลี่ยงไม่ได้ โอเคปูอาจจะทำได้ ณ จุดนั้น แต่มันไม่ใช่ความผิดที่เด็กจะสมควรได้รับทั้งหมด ซึ่งการไปรีเซิร์ชหาข้อมูลเรียนเอาเองแบบตะวันตกมันใช้กับเด็กไทยตอนนี้ไม่ได้ ในเมื่อรูปแบบรากฐานการศึกษาไทยมันวางไว้แบบนั้น จะมาพูดถึงการปฎิรูปการศึกษามันก็ต้องใช้เวลา และคงยังไม่เกิดในอีก2-3รุ่นนี้แน่นอน ในเมื่อผู้ใหญ่รู้ว่าการศึกษาไทยคือการป้อนอาหารให้ทารก ก็ควรป้อนอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ไม่ใช่ให้เด็กกินฟาสฟูดแล้วว่าเด็กไม่มีคุณภาพ เมื่อคุณไม่แก้ฐานที่คุณวางไว้ คุณก็ต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุให้เจอ แต่เรื่องเด็กไม่สนใจเรียนในห้องรีก็ไม่เห็นด้วยอีกนั้นแหล่ะ เพราะมันยังมีระบบเกรดเฉลี่ยมาล่อให้เด็กสนใจรวมไปถึงมีผลต่อการศึกษาต่อถึง20%ของคะแนนทั้งหมด ยังไม่รวมเป็นเกณฑ์เลือกรับตรง ดังนั้นจะมาบอกเด็กติดเรียนพิเศษแล้วไม่สนใจในห้องเรียน เรื่องนี้รีค้านน่ะ จริงๆเรื่องนี้จะบอกว่าไม่โทษเด็กเลยก็ไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ต้องควรมองดูและเข้าใจเด็กก่อนว่ามีความสามารถแค่ไหน ไม่ใช่เอ๊ะอ่ะอะไรก็เอาไปเทียบกับชาติอื่นที่เค้าพัฒนาแล้ว แล้วค่อยหาทางแก้ไปทีละจุด เพราะการศึกษามันเป้นเรื่องละเอียดอ่อน จะมองเป็นเชิงธุรกิจอย่างเดียวมันก้ไม่ได้อะค่ะ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 4 จาก 5
ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com