มาช่า วัฒนพานิช : Let's Have Fun...Tonight : 2/5
เมื่อพูดถึงมาช่า
คงไม่มีอะไรนอกจากจะต้องยอมรับว่าพี่ช่าเธอเคยหนึ่งในไอดอลประจำดวงใจของเดี๊ยนสมัยยังเด็ก เดี๊ยนโตมากับเพลงของเธอฟังเพลงของเธอมาตั้งแต่อายุ4ขวบและเคยนำเพลง "เจ้ากางเขน" ของเธอขึ้นไปใช้ประกวดร้องเพลงสมัยอนุบาลชนะเลิศมาแล้วด้วย ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เดี๊ยนจะไม่ได้เป็นแฟนเพลงที่เหนียวแน่นของเธออีกต่อไปแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเคยผูกพันกับงานเพลงของเธอ - -ผู้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจทางดนตรี - - มากมายขนาดไหน รีวิวนี้เป็นรีเควสของหญิงต้อมและนังมาเชาวน์เพื่อนสาวที่คณะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการรีวิวอัลบั้มเพลงไทยเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียว
รูปแบบเพลง
Let's Have Fun...Tonight เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สิบในชีวิตการเป็นนักร้องของมาช่า (ไม่นับอัลบั้มพิเศษนอกรอบอื่นๆอย่างเซเว่น,The Special Four,ลงเอย ฯลฯ) และครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ16ปีที่มาช่าได้ขึ้นแท่นเป็นโปรดิวซ์เซอร์หลักควบคุมการทำงานในอัลบั้มทุกกระบวนการด้วยตนเอง (ต๊ายยย!ไม่น่าเชื่อแหะ) มาที่ภาคดนตรีหากคุณตัดสินจากหน้าปกหรือบุ๊คเล็ทส์แล้วล่ะก็คงจะตั้งความหวังไว้เริ่ดหรูทึกทักเอาว่างานนี้คุณพี่ช่าของเราต้องมาเปรี้ยวทำแดนซ์กระจายแรงๆพร้อมหอบสารพัดกลิ่นอายเต้นรำเริ่ดๆทั้งคาบาเร่ต์ เฮาส์ ดิสโก้รวมถึงกลิ่นอายแบบเรโทรแดนซ์ยุค70ชัวร์ ซึ่งคุณเข้าใจผิดและจะทำให้คุณผิดหวังมากๆเนื่องจากเพลงแดนซ์แรงๆดังกล่าวมีอยู่เพลงเดียวเท่านั้นแหละ อันที่จริงภาพรวมของอัลบั้มนี้ก็นำเสนอในรูปแบบวาไรตีย์พ็อพที่เราพบเห็นหาซื้อได้จากศิลปินแกรมมี่ทั่วไปในยุคนี้ตั้งแต่ระดับ ไอซ์ ศรัณยู,กอล์ฟ-ไมค์ ไปถึงระดับดิว่าแนวหน้าอย่างใหม่ เจริญปุระ,คริสทิน่า อากีลาร์ยันเบิร์ด ธงไชยนั่นแหละค่ะ โดยตัวเพลงในอัลบั้มนี้มาช่าเน้นการลดวัยไปทำเพลงพ็อพใสๆจังหวะสนุกๆซาวนด์สังเคราะห์วิ่งกันเกลื่อน (ซึ่งเกินวัยคุณพี่ไปเยอะนะคะดนตรีแบบนี้) นอกจากนี้ก็แซมด้วยอิทธิพลของความเป็นอาร์แอนด์บี พ็อพที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่งานชุดIn Love บัลลาดเพราะๆหวานๆซึ้งๆที่หายไปไหนไม่ได้แน่ๆไปจนถึงย้อนกลับสู่รากฐานทางดนตรีไปทำบัลลาดพ็อพร็อคโดยใช้กรรมวิธีการนำเสนอแบบที่เราเคยฟังกันใน Room No. 3 เรียกว่ากะจะรักษาทั้งฐานแฟนเก่าที่แข็งมากๆอยู่แล้วและก็กะจะกวาดฐานแฟนเพลงวัยรุ่นใหม่ๆแข่งกับศิลปินรุ่นลูกด้วยภาพรวมเลยออกมาค่อนข้างยุ่งเหยิงอย่างที่เห็น โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นงานที่ขาดความลงตัวมากที่สุดแล้วในชีวิตมาช่า อย่างไรก็ตามก็ต้องเข้าใจเธอหน่อยนะคะยุคที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ฟังเพลงไทยสากลแบบเน้นใสเน้นกลวงเข้าว่า ยุคที่กะเทยหัวโปก กะเทยสะก๊อยและเกย์สาวเบ่งบานกันถึงขีดสุกขนาดนี้ ถ้าจะต่ออายุมันก็ต้องงัดไม้นี้เข้าสู้นั่นแหละค่ะ
จุดด้อย
เอาล่ะค่ะ ก่อนอื่นเดี๊ยนคงต้องขอเริ่มต้นที่จุดด้อยที่สุดสำหรับการรีวิวอัลบั้มครั้งนี้นั่นคือ "ตัวเดี๊ยนเอง" ทั้งนี้เนื่องจากการที่เดียนได้เลิกฟังเพลงไทยมาเป็นการถาวรร่วมเจ็ดแปดปีเข้าให้แล้ว ซึ่งสำหรับเดี๊ยนการจมอยู่กับเพลงสากลนานขนาดนี้มันได้หล่อหลอมมุมมองและทัศนคติของเดี๊ยนใหม่โดยสิ้นเชิง ให้กลายเป็นคนที่มองอะไรกว้างขึ้นลึกขึ้นและที่สำคัญมาตรฐานในการตัดสินบางสิ่งสูงขึ้น ซึ่งการตัดสินที่กล่าวมามันเกินกว่าเจตนาที่ศิลปินไทยส่วนใหญ่ต้องการจะสื่อลงไปในงานเพลงของเขาหรือเธอเหล่านั้นพูดง่ายๆคือเรามองอะไรที่ลึกเกินไปคาดหวังอะไรที่สูงเกินไปจนลืมตระหนักว่า "วงการเพลงไทยมันก็แค่นี้แหละ" ดังนั้นถ้าแฟนเพลงคุณพี่ช่าคนใดมาอ่านตรงไหนแล้วเกิดไม่พอใจรับไม่ได้หรือแรงเกินไปต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้เลยค่ะ แล้วไม่ต้องมาก่นด่าจิกสาปแช่งเดี๊ยนกันล่ะ
มาที่เรื่องของตัวเพลงอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าส่วนตัวเห็นว่าเป็นอัลบั้มที่ "ขาดความลงตัวที่สุดแล้ว" ของมาช่า บอกตามตรงว่าตอนที่ฟังจบครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า "ตายแล้วทำไมเพลงคุณพี่ช่าถึงได้ เอ่อ แย่ได้อย่างน่าตกใจขนาดนี้" มันเริ่มมาตั้งแต่ภาพรวมของอัลบั้มที่ขาดเอกภาพและไร้ทิศทางสุดๆเหมือนกับแต่งเพลงอะไรได้ก็ร้องๆๆๆๆๆยัดๆๆๆๆลงแผ่นขายโดยไม่ได้สนใจที่จะมอบความประติดประต่อทางอารมณ์แก่ผู้ฟัง ยิ่งไปกว่านั้นภาคเนื้อหาส่วนใหญ่ออกมาอ่อนยวบยาบเข้าขั้นไร้สาระและหาความเป็นตัวมาช่าเจอได้น้อยมากๆทุกองค์ประกอบ แต่เมื่อให้เวลาในการฟังอัลบั้มนี้มากขึ้นความเปิดใจก็เริ่มตามมามากขึ้นเนื่องจากพิจารณาในแง่ความแปลกใหม่แล้วก็ถือว่ามาช่าสามารถฉีกตัวเองออกจากสารบบการนำเสนอแบบเดิมๆได้มากมายอยู่รวมถึงความเพราะติดหูมันก็ตามติดมาเรื่อยๆ ฟังไปฟังมาก็รู้สึกประมาณ อุ๊ย!เพลงนี้ก็เพราะเนอะ เออ!เพลงนี้ก็ใช้ได้นี่น่า แอร๊ยยย!ทำไมตอนแรกฉันถึงไม่ชอบเพลงนี้ได้นะ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ต้องใช้กาลเวลาพิสูจน์สำหรับเดี๊ยนโดยแท้ แม้ว่าเอาจริงๆแล้วจนถึงตอนพิมพ์อยู่จะเห็นว่ามันมีดีอยู่แค่3-4เพลงก็เถอะ ยังไงก็ตามมาช่าก็ได้ผ่านจุดมาสเตอร์พีซมาแล้วในอัลบั้ม Fine Day บางทีการที่เราไปคาดคั้นความสมบูรณืแบบจากเธอโดยเอาสิ่งที่สูงที่สุดดีที่สุดเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินก็คงไม่ยุติธรรมกับพี่ช่านักเนื่องจากศิลปินระดับโลกก็มีน้อยคนที่จะทำผลงานเหนือมาสเตอร์พีซชิ้นเก่าของตัวเองได้ สุดท้ายบางทีการนั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์เต็มตัวเป็นครั้งแรกเราๆก้คงต้องให้เวลาเธอในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากกว่านี้ จับทิศทางที่ตัวเองต้องการและนำเสนออกมาอีกครั้งเมื่อทุกสิ่งอย่างมันลงตัวแล้ว และเมื่อถึงตอนนั้นถ้าอัลบั้มคุณพี่ยังเหลวอีกเราๆค่อยมาด่ากันก็จะยังยุติธรรมสำหรับทุกฝ่ายมากกว่า
ประการสุดท้ายที่ขัดใจที่สุดคือเรื่องการตลาดของอัลบั้มนี้ซึ่งถือว่าฉาบฉวยอย่างน่าเกลียด แต่ก่อนจะด่าก็ขอชมคุณพี่มาช่ากับทางค่ายก่อนนะคะว่าฉลาดมากในเรื่องของการปรุงแต่งภาพลักษณ์ การนำเสนอคอนเซ็ปท์ต่างๆรวมถึงอีเพลงรักยังไม่ต้องการนั่นด้วย แยบยลมากจนเดี๊ยนขอคำนับ คือมันสามารถทำให้บรรดาขาจรทั้งหลายรวมถึงผู้ซื้อท่านอื่นๆเข้ามาติดหลุมพรางซื้อเพราะชอบเพลงนี้เพลงเดียว ซื้อเพราะถูกหลอกโดยภาพลักษณ์แต่เมื่อกลับมานั่งพิจารณาเนื้อในแล้วจะพบว่าสิ่งที่เราเห็นจากเปลือกนอกกับตัวงานมันคนละเรื่องกันเลยทีเดียวเรียกได้ว่านำแผนการตลาดแบบต้มผู้บริโภคซึ่งมีให้เห็นอย่างแพรวพราวในอุตสาหกรรมบันเทิงเอามาใช้อย่างเกิดประสิทิภาพสูงสุดโดยแท้ จริงๆแล้วไอ้กลยุทธการฉาบเปลือกนอกที่แข็งแกร่งแต่เนื้อในกลวงนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่น่ามหัศจรรย์ใดๆในอุตสาหกรรมเพลงไทยสากล จะด่ามาช่าคนเดียวก็ไม่ถูกเพราะความฟอนเฟะนี้ก็มีให้เห็นกันเกลื่อนจากศิลปินทุกระดับนักร้องอีกค่อนประเทศก็ทำใหม่ก็ทำ ทาทาก็ทำ เบิร์ด ธงไชยก็ทำแต่ตอนนี้เมื่อมีโอกาสรีวิวคุณพี่มาช่า วัฒนพานิชแล้วก็ขอถือโอกาสด่าคุณพี่มาช่าให้เป็นตัวแทนรับโดยทั่วกันเลยนะคะ โดยเฉพาะไอ้/อีที่ชั่วโมงบินสูงระดับแนวหน้าแล้วยังมาหากินกันง่ายๆแบบนี้ไม่อายกันบ้างเหรอไงคะเข้าใจค่ะว่าการตลาด ภาพลักษณ์มันสัมพันธ์ต่อความอยู่รอดแต่ไม่คิดจะกลับไปขายคุณภาพกลับไปขายปัญญาแบบที่เคยสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่วงการสร้างความภูมิใจแก่ผู้ฟังแบบก่อนๆเลยเหรอคะรู้นะคะว่าทำกันได้แต่ไม่ทำกัน แต่อย่างไรก็ตามผลสรุปก็คือผู้บริโภคที่เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆที่โง่หลงไปซื้อเพราะภาพลักษณ์มิสอัลคาซ่าร์ (ในกรณีพี่ช่า) แล้วเอามาฟูมฟายเสียค่าโง่ที่หลังนั่นแหละผิด เสือกโง่กันเองนี่คะ หาใช่ศิลปินผู้วิเศษวิโสตัวเลี่ยมทองไม่
ป.ล. ถึงตรงนี้เดี๊ยนรู้แล้วล่ะค่ะว่าจะต้องสร้างความเคืองให้แก่สาวกเดนตายหลายๆท่านที่เข้ามาอ่าน เดี๊ยนไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่ศิลปินอันเป็นที่รักของพวกเธอนะคะเพียงแค่อยากจะฉายมุมมองส่วนตนให้รู้กันไว้ ถ้าอยากจะด่าเดี๊ยนก็เชิญตามสบายค่ะแต่ขอนะคะอย่ามาพ่นมุขเสร่อๆประมาณ "หล่อน อีแนสไปว่าเขาแล้วทำได้อย่างเขาป่าวล่ะ" อู้ยยย คุณขาไม่มีปัญญาทำได้หรอกค่ะ มากสุดก็มีแค่ปัญญาที่จะซื้อมาวิพากษ์วิจารณ์ออกความเห็นด่าตามประสาผู้บริโภคที่มีปัญญาเสียเงินซื้อแล้วไม่สบอารมณ์น่ะค่ะ ดังนั้นมุขนี้ไม่เจริญนะคะตั้งสติก่อนที่จะสตาร์ทด้วยนะยะขอเตือน หรือไม่งั้นก็ไปขอทุนพวกบรรดาศิลปินที่หล่อนๆเคารพบูชามาให้เดี๊ยนทำอัลบั้มนะคะจะได้ทำให้เห็นว่าเพลงที่มันออกมาดีน่ะเขาทำกันยังไงเป็นการสอนพวกมืออาชีพไปด้วยในตัวนะคะ หึหึหึ
แทร็คเด็ด
รักยังไม่ต้องการ (3.5/5) ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มซึ่งเปรียบเสมือนไทเทิ่ลแทร็คที่นำเสนอคอนเซ็ปท์ที่มาช่าต้องการจะสื้อผ่านทางหน้าปกอัลบั้มและบุ๊คเลทส์ (ซึ่งไปกันคนละทิศละทางกับตัวเพลงทั้งหมดในอัลบั้ม) ตัวเพลงเป็นพ๋อพเต้นรำที่ผสมผสานไปด้วยกลิ่นอายฟังค์กีย์แดนซ์เฮาส์ บีทไลท์เทคโนจางๆ เรโทร ลูกเล่นการนำเสนอแบบคาบาเร่ต์ที่ให้อารมณ์ดิสโก้ยุค70ควบคุมทิศทางตัวเพลงโดยรวมทั้งหมด เริ่ด! ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกถึงอิทธิพลตั้งแต่ศิลปินดิสโก้หญิงผิอวดำยุค70หลายๆนาง รูพอล โชว์กะเทยที่อัลคาซ่าร์ สีลม ไปยันหลายๆเพลงของคุณเจ๊ไคย์ลีย์ มิโน้กที่วิ่งดาหน้าเข้ามาหลอกหลอนกันเพลงนี้สนุกสนานเลยทีเดียว แม้ว่าฟังไปฟังมาจะเหมือนเป็นการจับเอาซิงเกิ้ลเปิดตัวจากอัลบั้มที่แล้วมายำใหม่แต่อย่างไรก็ตามเดี๊ยนขอยอมรับค่ะว่ารู้สึกประทับใจในแง่ของควมแปลกใหม่ซึ่งถือว่ามาช่าสามารถฉีกตัวเองออกจากการนำเสนอรูปแบบเดิมๆได้อย่างหมดจด เก๋มากๆส่วนตัวเห็นว่าสมบูรณ์แบบสุดในอัลบั้มแล้วค่ะ เสียดายนะคะที่ทำเพลงดีๆแบบนี้ออกมาแค่เพลงเดียว
ผู้ชายห่วยๆ (3/5) เพลงช้าซิงเกิ้ลที่สอง ก่อนหน้าที่จะได้ฟังเพลงนี้เดี๊ยนได้ยินเพื่อนๆหลายนางนายต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การใช้เสียงของคุณพี่อย่างเผ็ดร้อนเลยพาลทำให้เกิดอคติก่อนลงสนามอยู่มากโข ขอสารภาพค่ะว่าตอนฟังครั้งแรกรู้สึกเกลียดมากๆตั้งแต่ดนตรี เสียงร้อง สรรพสำเนียง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกนำเสนออกมาได้อาร์เอสสุดๆ ชนิดที่น่าจะโยนไปให้อีลิเดียหรืออีเบเบ้อะไรนั่นร้องมากกว่า แต่พอเข้าท่อนคอรัสเท่านั้นแหละความรู้สึกถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเนื่องจากเริ่มจับทางพี่ช่าได้ว่าใช้วิธีการนำเสนอแบบเดียวกับที่เคยทำในอัลบั้ม Room No. 3 ทั้งในเรื่องของน้ำเสียง การสื่อสารทั้งภาคเนื้อหาและภาคอารมณ์ สรรพสำเนียงการร้องอาจจะต่างกันตรงกรรมวิธีการบันทึกเสียงที่เดี๊ยนคิดว่าอัลบั้มสามของคุณพี่นั้นเป็นในรูปแบบอนาล็อคแล้วใช้การบันทึกเสียงแบบค่อนข้างสดกว่านี้มาก พอจนความเข้าใจตรงกันเท่านั้นล่ะเดี๊ยนชอบเพลงนี้เลยเนื่องจากมันนำเสนอโดยย้อนกลับไปหารากฐานทางดนตรีของเธอให้เราเห็นทั้งความสละสลวยของการเรียบเรียงภาคเนื้อหาที่ที่หาฟังได้ยากแล้วในเพลงไทยยุคนี้ คุณพี่ช่านี่แบ็คทูเบสิคกว่าอีติ๊อีกนะคะ
ป.ล.ต้องขอบคุณพี่ช่ามากๆด้วยค่ะเพราะในที่สุดเดี๊ยนก็มีเพลงเริ่ดๆเอาไว้เปิดไล่แห่พวกบรรดาแฟนเก่าที่ขยันมาตามตื้อจะขอคืนดี ด้วยเหตุผลที่เลี่ยนๆ น่ารำคาญและเห็นแก่ตัว ชนิดที่เอาให้หน้าหงายไปเลยทีเดียว
ต่อไปเป็นแทร็คที่เดี๊ยนรู้สึกชอบเป็นพิเศษแล้วคิดว่าดีพอที่จะหยิบยกมากล่าวถึงในรีวิวนี้นะคะ เริ่มที่ โรคภูมิแพ้ (2/5) พ็อพน่ารักๆจังหวะสนุกๆฟังแล้วนึกถึงเพลงพ็อพช่วงยุค90 แม้ว่าจะเกินวัยคุณพี่ไปมากอยู่แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเรื่ององค์ประกอบหลายๆด้านแล้วคิดว่าเด็กวัยรุ่นไทยสมัยนี้น่าจะชอบกันได้ไม่ยากรวมถึงแฟนๆพี่ช่าเองที่ชอบเพลงอารมณ์หวานๆแบบตอนรีเอ็นทรีนี่ก็น่าจะเปิดรับเพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่สำหรับเดี๊ยนรู้สึกขัดเขินแทนสรรพสำเนียงการร้องของคุณพี่มากๆค่ะ "จาย มัน เยย โต้ง แป๊ เตอ" นี่ถ้าเดี๊ยนไม่เปิดเนื้อร้องอ่านตามนี่ก็คงทึกทักเอาว่าคุณพี่ค้นพบและบุกเบิกเอาภาษาโลกที่ห้ามาร้องเลยทีเดียว ไม่เอานะคะคุณพี่อะไรที่คุณพี่เคยทำได้ดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องทิ้งมันไปเพื่อเอาใจเด็กๆยุคใหม่หรอกค่ะ เช่น การร้องเพลงชัดถ้อยชัดคำที่ก่อนหน้านี้คุณพี่เคยทำได้ดีกว่านักร้องที่เป็นคนไทยแท้ๆบางคนเสียอีก รวมถึงไม่ต้องทำเป็นเก๋โก้แทรกเนื้อร้องภาษาอังกฤษลงบนในตัวเพลงด้วยนะคะ ความบัดซบทางภาษาเหล่านี้ให้พวกศิลปินรุ่นลูกอย่างอีลิเดีย,โฟร์-มด,กอล์ฟ-ไมค์,อีเฟย์ฟางแก้ว,อีเบเบ้กับคณะBUZZ MUSICของหล่อน ฯลฯ ให้มันสืบสานกันต่อไปเป็นวงจรอุบาทว์กันอยู่แค่นี้เถิด ขอเตือนก่อนที่คุณพี่จะไม่รอดเหมือนป้าติ๊นา อากีลาร์ ดิว่าฟันจอบเพื่อนร่วมรุ่นนะคะ ต่อด้วย ฝันกลางคืน(3.5/5) อาร์แอนด์บี พ็อพหวานๆลอยๆที่เมโลดี้และท่อนคอรัสติดหูชะงัดรวมถึงจังหวะจะโคนที่มีความร่วมสมัยค่อนข้างสูงที่สำคัญเพลงแบบนี้แหละที่เป็นมาช่า ส่วนตัวเห็นว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดและเพราะที่สุดของอัลบั้มเสียอย่างเดียวตรงเสียงแร็พอันจืดชืดของหนุ่มตี๋กิ๊กล่าสุดเจ๊นั่นแหละค่ะ เก็บมันไว้เป็นดีเจอย่างวเดิมและอย่างเดียวดีกว่านะคะ ปิดท้ายด้วย เหตุสุดวิสัย (3/5) อีกหนึ่งอาร์แอนด์บีที่ลูกเล่นการนำเสนอคล้ายกับอาร์แอนด์บีของลิเดีย เพียงแต่ชั้นเชิง ภาพรวมและหีบห่อสูงกว่ามากๆ เข้มข้นกว่าทั้งภาคดนตรี เสียงร้องและการนำเสนอ
สรุป
บ่ยครั้งที่เดี๊ยนได้ยินว่า "ในบรรดาดิว่ารุ่นเดียวกัน มาช่า คือคนที่ด้อยที่สุดในหมู่คณะ" ถ้าเป็นในเรื่องเสียงร้องและการแสดงสดเดี๊ยนคิดว่าจริง แต่ถ้าจะเหมาว่าเธอเป็นคนที่ด้อยที่สุดทุกๆเรื่อง เดี๊ยนไม่เชื่อ เพราะเมื่อพิจารณาคุณสมบัติหลายๆด้านของเธอแล้วจะเห็นได้ว่าเธอมีหลายสิ่งอย่างที่ดิว่าที่เหนือกว่าเธอนั้นไม่มี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ "พัฒนาการ" ซึ่งในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของเสียงร้องหรือการแสดงสดแต่เป็นพัมฯาการรอบด้านที่มาช่าแสดงให้เห็นตลอด16ปีที่เธอทำหน้าที่เป็นศิลปินมา เธอไม่เคยยืนอยู่กับที่ เธอไปข้างหน้าตลอด เธอคือหนึ่งในผู้ที่โดนครหามากที่สุดเคยอยู่ท้ายสุดในตอนแรกเริ่มแต่ทุกวันนี้เธอกลับฝ่าฟันและมายืนอยู่แถวหน้าสุดเช่นเดียวกับดิว่าท่านอื่นๆ ในขณะที่ตอนนี้เป็นช่วงขาลงของดิว่าหลายๆท่านแต่ส่วนตัวเดี๊ยนเห็นว่ายังไม่ใช่สำหรับมาช่าอย่างแน่นอนเชื่อสิว่าเธอจะยังไม่หมดยุค เธอจะยังขายได้และเธอจะยังอยู่รอดในแวดวงบันเทิงทั้งการเป็นศิลปิน ดาราและนางแบบแถวหน้าอีกนาน แม้ว่าอัลบั้มนี้จะไม่ใช่บทพิสูจน์ที่ดีนักแต่ความพิเศษที่เดี๊ยนสัมผัสจากตัวผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่มันเป็นตัวยืนยันและมันยังไม่เคยหายไปไหน มาถึงตอนนี้คงต้องคิดกันใหม่แล้วล่ะว่า "มาช่าร้องสดแย่สุดแต่ศักยภาพไม่ด้อยกว่าใครหน้าไหนแน่นอน" หรือใครจะเถียง
แก้ไขล่าสุดโดย Da Nastina เมื่อ Wed Nov 14, 2007 6:36 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
_________________





